1. ข้อใดต่อไปนี้ให้ความหมายของการขาย (Selling) ได้ดีที่สุด
ก. การนำผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องไปถึงลูกค้าเพื่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า
ข. การวางแผน การบังคับบัญชาและการควบคุมงานการขายโดยใช้ตัวบุคคล
ค. การชักชวนหรือจูงใจให้คนต้องการสิ่งที่นักขายมีอยู่ซึ่งอาจเป็นสินค้า บริการ หรือความคิดก็ได้
ง. กระบวนการวางแผนและการบริหารแนวความคิดเกี่ยวกับการตั้งราคา
2. แนวความคิดทางการขาย มุ่งความสำคัญที่สิ่งใด
ก. สถานที่ในการจัดจำหน่าย ข. ผลิตภัณฑ์และการขาย
ค. การวางแผนและการควบคุม ง. การกำหนดราคาสินค้าและบริการ
3. แนวความคิดทางการตลาดสมัยใหม่ เริ่มต้นจากข้อใด
ก. ราคาสินค้า ข.สถานที่จัดจำหน่าย ค. ผลิตภัณฑ์ ง. ลูกค้า
4. ข้อใดคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการตลาด
ก. มีสินค้าหรือตรายี่ห้อ ข. มีสินค้าและราคา
ค. มีโฆษณาและผลิตภัณฑ์ ง. มีบริการหลังการขาย
5. เพราะเหตุใดจึงเกิดการแข่งขันกันทางธุรกิจ
ก.เพราะต้องการมีลูกค้าและขายสินค้าให้มากที่สุด ข.เพราะต้องการทำลายคู่แข่งขัน
ค.เพราะต้องการผลิตสินค้าชนิดใหม่ ง.เพราะต้องการผูกขาดทางการค้า
6. วิธีการใดที่จะดึงดูดลูกค้าให้ซื้อสินค้ามากขึ้น
ก.แจกของแถมที่มีราคาสูง ข.ผลิตสินค้าแปลกใหม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ค.หาวิธีการแข่งขันกับคู่แข่งที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ง.ตั้งราคาสินค้าให้แพงเพื่อเพิ่มคุณค่าของสินค้า
7. บทบาทของงานขายมีลักษณะอย่างไร
ก. ให้บริการ ข.ชักจูงใจ ค.ติดต่อสื่อสาร ง.ถูกทุกข้อ
8. ห้างแม็คโคร ถือเป็นกิจกรรมประเภทใด
ก. ค้าปลีก ข. ค้ารวม ค. ค้าส่ง ง. ค้าย่อย
9. ข้อใดคือคนกลางในระบบการขาย
ก. พ่อค้าส่ง ข. พ่อค้าคนกลาง ค.ร้านค้าปลีก ง.ถูกทุกข้อ
10. สินค้าประเภทใดที่ไม่ต้องบริการหลังการขาย
ก. วิทยุ ข.กุญแจ ค.เครื่องถ่ายเอกสาร ง.กล้องถ่ายรูป
11. ข้อใดคืองานส่งเสริมการขาย
ก. ส่งฉลากชิงโชค ข.แจกของแถม ค.ลดราคาสินค้า ง.ถูกทุกข้อ
12. ข้อใดคือสิ่งที่ช่วยให้พนักงานขายทำงานน้อยลง
ก. การขายส่ง ข. ใช้ตัวแทนคนกลาง
ค. การโฆษณา ง. ใช้การติดต่อทางโทรศัพท์
13. ข้อใดหมายถึงช่องทางการจัดจำหน่าย
ก. วิธีการที่จะขายสินค้าให้แก่ลูกค้าได้รวดเร็วและดีที่สุด ข. ระบบการเลือกสินค้าและบริการที่มีคุณภาพที่สุด
ค. ระบบที่ทำให้รูปแบบผลิตภัณฑ์เกิดประโยชน์สูงสุด ง. วิธีการที่จะผลิตสินค้าได้รวดเร็วและดีที่สุด
14. สินค้าประเภทใดที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องใช้วิธีการจัดจำหน่ายทางอ้อม
ก. น้ำปลา ข.เครื่องดื่ม ค.ผลไม้ ง.กระดาษ
15. การจะกำหนดช่องทางการจัดจำหน่ายจะต้องอาศัยปัจจัยในข้อใดเป็นสำคัญ
ก.ความคิดเห็นของเจ้าของกิจการ ข.การสำรวจตลาดของพนักงานขาย
ค.นโยบายการดำเนินงานของฝ่ายการตลาด ง.ลักษณะของสินค้าและบริการ
16. ข้อใดคือปัญหาที่เกิดจากการมีพ่อค้าคนกลาง
ก. จำหน่ายสินค้าราคาสูง ข. เลือกจำหน่ายสินค้าที่มีกำไรสูง
ค. ไม่ให้ความรู้แก่ลูกค้า ง. ถูกทุกข้อ
17. ข้อใดคือความหมายของการโฆษณา
ก.คือวิธีการจูงใจบุคคลให้เกิดความต้องการสิ่งนั้น ๆ ข.คือการกำหนดรูปแบบการขายสินค้าของกิจการ
ค.คือการแสวงหาแนวทางที่จะผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ง.คือเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการซื้อขายสินค้า
18. อะไรคือสาเหตุของการใช้โฆษณาเพื่อส่งเสริมการขาย
ก.เพราะต้องการผูกขาดตลาด ข.เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านส่งเสริมการขาย
ค.เพราะการแข่งขันการขายสินค้าของธุรกิจต่าง ๆ ง.เพราะไม่ต้องการให้มีพนักงานขาย
19. การโฆษณากับสื่อประเภทใดที่ใช้เงินทุนสูง
ก. โทรทัศน์ ข. ภาพยนตร์ ค.วิทยุ ง. หนังสือพิมพ์
20. ข้อใดคือการโฆษณาประเภทสื่อบุคคล
ก. แดงยืนแจกเอกสารแนะนำสินค้าของบริษัทที่ป้ายรถเมล์
ข. สมพรบอกเพื่อนๆ ว่าร้านอาหารหายหิว ทำอาหารอร่อยและจัดร้านสวยมาก
ค. อุบลจ้างนายเขียวอ่านสปอตโฆษณาสินค้าเพื่อรายการวิทยุ
ง. สดใสเจรจาให้นายเอออกแบบโฆษณาสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
21. กิจกรรมใดที่ไม่มีการโฆษณา
ก. การเมือง ข.วัฒนธรรม ค.ธุรกิจ ง. ทุกกิจกรรมมีการโฆษณา
22. ข้อใดให้ความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์” ได้ดีที่สุด
ก. มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน
ข. สิ่งที่เสนอแก่ตลาดและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้
ค. ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ง. คุณสมบัติของสินค้าและบริการ
23. สินค้าที่ต้องเปรียบเทียบราคา แบบ คุณภาพ ก่อนการตัดสินใจซื้อ
ก. ผลิตภัณฑ์สะดวกซื้อ (Convenience Product)
ข. ผลิตภัณฑ์เลือกซื้อ (Shopping Product)
ค. ผลิตภัณฑ์เจาะจงซื้อ (Specialty Product)
ง. ผลิตภัณฑ์ไม่แสวงซื้อ (Unsought Product)
24. แหล่งข้อมูลในข้อใดที่ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ดีที่สุด
ก. ตัวผลิตภัณฑ์ ข.คู่มือขาย ค.ฝ่ายออกแบบ ง.สื่อมวลชน
25. การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มีประโยชน์ต่อพนักงานขายอย่างไร
ก. ประสบความสำเร็จในการขาย ข. ผู้บังคับบัญชาสนับสนุน
ค. สร้างความมั่นใจให้กับตนเอง ง. ถูกทุกข้อ
26. ปัจจัยสี่เป็นความต้องการในระดับใดของมนุษย์ตามทฤษฎีมาสโลว์
ก. ความต้องการด้านร่างกาย ข. ความต้องการทางด้านสังคม
ค. ความต้องการทางด้านการยกย่อง ง. ความต้องการทางด้านจิตใจ
27. ปัจจัยในข้อใดเป็นปัจจัยที่เล็กที่สุด แต่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด
ก. กลุ่มอ้างอิง ข.ครอบครัว ค.วัฒนธรรม ง. ชั้นทางสังคม
28. การจะสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าให้มากที่สุดควรปฏิบัติอย่างไร
ก. พูดให้ลูกค้าคล้อยตามมากที่สุด ข. พูดให้น้อยและเป็นฝ่ายฟังลูกค้า
ค. เข้าใจความต้องการของลูกค้า ง. แสดงความเป็นเพื่อนกับลูกค้า
29. ข้อใดคือสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า
ก. ราคา ข.ประโยชน์ ค.สะดวก ง. ความแปลกใหม่
30. สินค้าประเภทใดที่เพิ่มความสามารถให้กับการดำเนินชีวิต
ก. รองเท้า ข.เครื่องซักผ้า ค.แว่นตา ง. ยาสีฟัน
31. ใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบต่อชื่อเสียงของกิจการ
ก. เจ้าของกิจการ ข.ผู้บริหารทุกระดับ ค.พนักงานขาย ง. ทุกคนที่เป็นสมาชิกของกิจการ
32. เรื่องใดที่พนักงานขายควรรู้เกี่ยวกับกิจการ
ก. ประวัติ ข.ประเภทกิจการ ค. ลักษณะการบริหาร ง.ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกิจการ
33. กิจการใดต่อไปนี้มีวัตถุประสงค์ขจัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง
ก. ร้านค้าปลีก ข.สหกรณ์ ค.บริษัท จำกัด ง. ห้างหุ้นส่วน จำกัด
34. โดยทั่วไปพนักงานขายจะอยู่ในสายงานใด
ก. ฝ่ายการตลาด ข.ฝ่ายการเงิน ค.ฝ่ายผลิต ง.ฝ่ายบุคลากร
35. สิ่งที่จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจในกิจการของพนักงานคือความรู้ข้อใด
ก. ผลกำไรประจำปีสูง ข. การออกสินค้าใหม่ในตลาด
ค. ความเก่าแก่ของกิจการ ง. ความสามารถเอาชนะคู่แข่งขัน
36. การลด แลก แจก แถม ถือเป็นการวางแผนนโยบายของบริษัทตามข้อใด
ก. นโยบายเกี่ยวกับตลาด ข. นโยบายหลัก
ค. นโยบายส่งเสริมการขาย ง. นโยบายเกี่ยวกับคู่แข่งขัน
37. สินค้าชนิดใดต่อไปนี้ที่ถือเป็นคู่แข่งขันทางการค้า
ก. โค้ก – เป๊ปซี่ ข. เนสกาแฟ – บัดดี้ดีน
ค. เปปโซเดนท์ – รีจอยซ์ ง. ไฮยีน – แคร์ฮายขมิ้น
38. ข้อใดเป็นความจริง
ก. การแข่งขันทำให้ระบบเศรษฐกิจปั่นป่วน
ข. การแข่งขันทำให้เกิดอุปสรรคต่อการลงทุน
ค. การแข่งขันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว
ง. การแข่งขันทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร
39. ข้อใดคือลักษณะที่เรียกว่า สงครามเศรษฐกิจ
ก. การรวมกลุ่ม ข.การร่วมมือ ค.การแข่งขัน ง.การขัดแย้ง
40. ลูกค้าประเภทใดที่ควรติดต่อเสนอขายสินค้ามากที่สุด
ก. มีปริมาณเงินมาก ข. มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ
ค. มีความเป็นกันเองกับพนักงานขาย ง. มีความรู้เกี่ยวกับสินค้านั้นมาก
41. กิจกรรมใดที่อยู่ในกระบวนการใช้เทคนิคการขาย
ก.การแสวงหาผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้า ข.การคัดเลือกหรือกลั่นกรองลูกค้า
ค.การเตรียมตัวก่อนเข้าพบลูกค้าและเข้าพบเพื่อเสนอขาย ง.ถูกทุกข้อ
42. ข้อใดเป็นจุดประสงค์สำคัญของการเข้าพบลูกค้า
ก. สร้างมิตรภาพ ข. เสนอขายสินค้า
ค. เผยแพร่ชื่อเสียงของกิจการ ง. แสวงหาประสบการณ์
43. คำพูดในข้อใดที่ทำให้ลูกค้าตอบปฏิเสธได้ง่าย
ก. “ผ้าลายนี้ สีนี้ เหมาะสมกับคุณพี่มากที่สุดเลยค่ะ”
ข. “คุณพี่เคยซื้อกาแฟกระป๋องสินค้าใหม่ล่าสุดยี่ห้อนี้หรือยังครับ”
ค. “นาฬิกายี่ห้อ….. ราคาพิเศษสุด เฉพาะวันนี้วันเดียวครับ”
ง. “ไม่ซื้อเข็มขัดที่เข้าชุดกับกระเป๋าหนังที่พี่ซื้อใหม่หรือครับ”
44. การเสนอขายแบบใดที่ทำให้ลูกค้าเห็นประโยชน์และลักษณะจริงของสินค้าได้ดีที่สุดล
ก. เสนอรายได้ ข. สาธิต ค. ให้ของกำนัล ง. การยกย่องลูกค้า
45. เพราะเหตุใดกิจการต่างๆ จึงต้องมีบริการหลังการขาย
ก.สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้แก่ลูกค้า ข.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สินค้าและบริการ
ค.มีการแข่งขันทางการขายในระบบเศรษฐกิจกันมากขึ้น ง.ถูกทุกข้อ
46. คุณสมบัติข้อใดของพนักงานขายที่จูงใจลูกค้าตั้งแต่แรกพบ
ก. รอยยิ้ม ข. การพูด ค. รูปร่าง ง. ความมีน้ำใจ
47. นักงานขายที่จะประสบผลสำเร็จ ต้องมีลักษณะเช่นใด
ก. พูดเก่ง แต่งตัวดี ข. มีเพื่อนมาก หมั่นหาประสบการณ์เอง
ค. ขยัน อดทน เชื่อมั่นตนเอง ง. มีเงินทุน ทำงานหลายที่
48. ข้อใด คือหน้าที่ของพนักงานขาย
ก. เป็นผู้แสวงหากำไร ข. เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่ลูกค้า
ค. ออกแบบและจัดส่งสินค้า ง. สรุปรายได้เป็นรายเดือนแก่เจ้าของกิจการ
49. สิ่งใดจำเป็นที่สุดกับการประกอบอาชีพพนักงานขาย
ก.หน้าตาและรูปร่างดี ข.ความมีมนุษยสัมพันธ์
ค.นำเสนอเฉพาะสินค้าคุณภาพและราคาสูง ง.ให้คำแนะนำและช่วยลูกค้าตัดสินใจได้
50. บุคคลใดคือพนักงานขาย
ก.สมศรีเป็นพนักงานหน้าร้าน ข.สมชายไปเสนอขายสินค้าตามต่างจังหวัด
ค.สำรวยขายสินค้าที่เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า ง.ถูกทุกข้อ
51. อาชีพที่ได้รับการยกย่องของสังคมไทยในอดีต คืออะไร
ก. พ่อค้า ข. รับจ้าง ค. ข้าราชการ ง. นักแสดง
52. การที่พนักงานขายมีจรรยาบรรณ จะมีประโยชน์ต่อกิจการอย่างไร
ก. ช่วยให้มีพนักงานขายที่มีคุณภาพ ข. ช่วยให้กิจการมีสินค้าหลายชนิด
ค. ช่วยให้ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น ง. ช่วยให้พนักงานขายมีรายได้เพิ่มขึ้น
53. “สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่ง พระยาเลี้ยง” คำที่ขีดเส้นใต้หมายถึงใคร
ก. พ่อค้า ข. ลูกจ้าง ค. ข้าราชการ ง. นักบริหาร
54. ลักษณะอย่างไรที่ถือเป็นจรรยาบรรณของนักขาย
ก.ให้บริการลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ข.ใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงความสนิทสนม และเป็นกันเอง
ค.ใช้ศัพท์เทคนิคอธิบายข้อมูลสินค้า เพื่อสร้างความศรัทธา ง.แสดงให้ลูกค้าเห็นข้อเสียของสินค้ารายอื่น
55. วิธีการใดที่จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผลิตภัณฑ์ และกิจการ
ก.พนักงานขายต้องรับผิดชอบต่ออาชีพ ข.พนักงานขายต้องเคารพตนเอง
ค.พนักงานขายต้องมีจรรยาบรรณ ง.พนักงานขายต้องไว้ใจลูกค้า
56. การขายทำให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปรู้จักสินค้า เกิดความต้องการสินค้า ดังนั้นการขายเป็นความสำคัญด้านใด
ก. ด้านระบบเศรษฐกิจ ข. ด้านระบบสังคม
ค. ด้านการตอบสนอง ง. ถูกทุกข้อ
57. หัวหน้าหน่วยงานขายซึ่งเป็นนายระดับแรกของพนักงานขายเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
ก. หัวหน้าขาย ข. หัวหน้าแผนก ค. ซุป ง. BOSS
58. ข้อใดเป็นองค์ประกอบที่ทำให้อาชีพการขายประสบผลสำเร็จ
ก. มีจรรยาบรรณในอาชีพ ข. สร้างจุดเด่นให้กับตนเอง
ค. การทำให้คู่แข่งไม่มีทางสู้ ง. ลูกค้าสนับสนุน
59. ค่าตอบแทนประเภทใดที่สำคัญและเป็นที่ต้องการของพนักงานขาย
ก. เปอร์เซ็นต์จากการขาย ข. เงินเดือน ค. โบนัส ง. สวัสดิการ
60. ตำแหน่งสูงสุดของพนักงานขายในกิจกรรมใดที่เป็นได้เร็วที่สุด
ก. งานด้านอุตสาหกรรม ข. ร้านขายปลีกขนาดใหญ่
ค. ร้านขายปลีกขนาดเล็ก ง. กิจการด้านการขายส่ง
วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552
แนวข้อสอบกลางภาค ปวส. วิชาหลักการตลาด
1. ข้อใดเป็นการส่งเสริมการตลาด (Product Mix)
ก. การบรรจุหีบห่อ ข. การใช้พนักงานขาย
ค. ระยะเวลาการชำระเงิน ง. การขนส่ง
2. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของปัจจัยที่ควบคุมได้
ก. การจัดจำหน่าย ข. ผลิตภัณฑ์
ค. การส่งเสริมการตลาด ง. การเมือง
3. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ก. ราคา ข. การแข่งขัน
ค. เทคโนโลยี ง. ภาวะเศรษฐกิจ
4. นโยบายและกลยุทธ์เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ก. Promotion Mix ข. Price Mix
ค. Place Mix ง. Product Mix
5. การคิดผลิตภัณฑ์ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นแนวความคิดด้านใด
ก. ด้านผลิตภัณฑ์ ข. ด้านการผลิต
ค. ด้านการขาย ง. ด้านการตลาดเพื่อสังคม
6. ข้อใดเป็นภาวะเงินเฟ้อ (Inflotion)
ก. ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่ารายได้ของผู้บริโภค
ข. อำนาจการซื้อสินค้ามีมากขึ้น
ค. ต้นทุนการผลิตถูกลงอย่างรวดเร็ว
ง. ถูกทุกข้อ
7. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. Marketing Mix ได้แก่ Product, Price, Place, Promotion
ข. SWOT Analysis ได้แก่ Strengths, Weaknesses, Opportunities, Technology
ค. Promotion Mix ได้แก่ Advertising, Public Relations, Sales Promotion, Personal Selling
ง. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ กฎหมาย , วัฒนธรรม , ประชากร , สิ่งแวดล้อม
8. “ทัศนคติที่ดีต่อสินค้าของผู้บริโภค” จัดอยู่ในข้อใด
ก. จุดแข็ง ข. จุดอ่อน
ค. โอกาส ง. อุปสรรค
9. ข้อใดเป็นการแบ่งส่วนตลาดตามหลักทางสังคมและจิตวิทยา
ก. บุคลิกภาพ ข. ทัศนคติ
ค. ความพร้อม ง. ความซื่อสัตย์
10. การแบ่งเขตตลาดภาคเหนือ , อีสาน , ใต้ , กลาง เป็นการแบ่งตลาดตามข้อใด
ก. ตามหลักภูมิศาสตร์ ข. ตามหลักประชากรศาสตร์
ค. ตามหลักทางสังคมและจิตวิทยา ง. ตามหลักพฤติกรรม
11. การแบ่งตลาดตามการศึกษา , รายได้ , เชื้อชาติ เป็นการแบ่งตามข้อใด
ก. ตามหลักภูมิศาสตร์ ข. ตามหลักประชากรศาสตร์
ค. ตามหลักทางสังคมและจิตวิทยา ง. ตามหลักพฤติกรรม
12. ข้อใดคือลักษณะการตลาดที่ไม่แตกต่าง (Undifferentiated Marketing)
ก. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจำนวนน้อย
ข. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานแตกต่าง และผลิตจำนวนมาก
ค. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจำนวนมาก
ง. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจำนวนน้อย
13. “การป้องกันส่วนครองตลาด” เป็นกลยุทธ์การตลาดแบบใด
ก. การตลาดผู้นำ ข. การตลาดคู่ชิง
ค. การตลาดอยู่ตาม ง. การตลาดของธุรกิจรายย่อย
14. “การโจมตีคู่แข่งขันที่เล็กกว่า” เป็นกลยุทธ์การตลาดแบบใด
ก. การตลาดผู้นำ ข. การตลาดคู่ชิง
ค. การตลาดอยู่ตาม ง. การตลาดของธุรกิจรายย่อย
15. ข้อใดเป็นทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ลำดับแรก
ก. ต้องการความปลอดภัย ข. การยกย่องนับถือ
ค. ต้องการด้านร่างกาย ง. ต้องการความรักและยอมรับ
16. การลด, แลก, แจก, แถม เป็นสิ่งกระตุ้นด้านใด
ก. ด้านผลิตภัณฑ์ ข. ด้านราคา
ค. ด้านช่องทางการจำหน่าย ง. ด้านการส่งเสริมการตลาด
17. “ความต้องการการยกย่องนับถือ” อยู่ลำดับขั้นใดของทฤษฎีมาสโลว์
ก. ขั้นที่ 1 ข. ขึ้นที่ 2
ค. ขั้นที่ 3 ง. ขึ้นที่ 4
18. กระบวนการแรกของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้แก่ข้อใด
ก. มองเห็นปัญหา ข. แสวงหาภายใน
ค. ประเมินทางเลือก ง. แสวงหาภายนอก
19. การส่งมอบสินค้าให้ตรงเวลา เป็นจรรยาบรรณที่เกี่ยวกับใคร
ก. ลูกค้า ข. กิจการ
ค. คู่แข่ง ง. สังคม
20. “ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าเพราะตรายี่ห้อโดยไม่คำนึงถึงราคา” เป็นสินค้าประเภทใด
ก. สะดวกซื้อ ข. เปรียบเทียบซื้อ
ค. เจาะจงซื้อ ง. ไม่แสวงซื้อ
21. “ประกันชีวิต” เป็นสินค้าประเภทใด
ก. สะดวกซื้อ ข. เปรียบเทียบซื้อ
ค. เจาะจงซื้อ ง. ไม่แสวงซื้อ
22. “วัสดุในการดำเนินงาน” (Operation Supplies) ได้แก่ข้อใด
ก. ตะปู หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย ข. กระดาษ ยางลบ ดินสอ
ค. ไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาขัดพื้น ง. แม่แรง เลื่อย สว่าน
23. “ตราสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” คือข้อใด
ก. Brand Name ข. Brand Mark
ค. Trade Mark ง. Logo
24. “การแจ้งสรรพคุณ , วันเดือนปีที่ผลิต , ปริมาณสุทธิ” เป็นลักษณะของข้อใด
ก. โลโก้ ข. สโลแกน
ค. บรรจุภัณฑ์ ง. ฉลาก
25. ช่วงที่มีคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดมาก เป็นวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ในช่วงใด
ก. Introduction Stage ข. Growth Stage
ค. Maturity Stage ง. Decline Stage
26. สินค้าอุตสาหกรรม ควรใช้กลยุทธ์การตลาดวิธีใด
ก. โฆษณาทีวี ข. หนังสือพิมพ์
ค. วิทยุ ง. พนักงานขายโดยตรง
27. ช่วงที่ตลาดยอมรับสินค้า บริษัทได้กำไรจำนวนมาก เป็นวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ในช่วงใด
ก. Introduction Stage ข. Growth Stage
ค. Maturity Stage ง. Decline Stage
28. กล่องใส่สินค้าที่ใช้เพื่อการขนส่งสินค้าไปยังปลายทางให้ปลอดภัย เป็นบรรจุภัณฑ์แบบใด
ก. ปฐมบรรจุภัณฑ์ ข. ทุติยบรรจุภัณฑ์
ค. ตติยบรรจุภัณฑ์ ง. บรรจุภัณฑ์ที่พิเศษ
29. ข้อใดเป็นลักษณะของตลาดอุตสาหกรรม
ก. ซื้อเพื่อใช้ในครอบครัว ข. ซื้อครั้งละมากๆ
ค. มีผู้ซื้อจำนวนมาก ง. โรงงานอยู่ใกล้ชุมชน
30. การซื้อสินค้าบ่อยครั้ง คุณภาพสินค้าใกล้เคียงกัน เป็นลักษณะสินค้าประเภทใด
ก. สินค้าสะดวกซื้อ ข. สินค้าเปรียบเทียบซื้อ
ค. สินค้าเจาะจงซื้อ ง. สินค้าไม่แสวงซื้อ
31. “การตั้งราคาสินค้าเพื่อรักษาภาวะการจ้างงาน” เป็นการตั้งราคาเพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เพื่อมุ่งกำไร ข. การแข่งขัน
ค. มุ่งด้านสังคม ง. สร้างภาพลักษณ์
32. ข้อใดไม่ใช่การตั้งราคาตามภูมิศาสตร์
ก. การตั้งราคาส่งมอบราคาเดียว ข. การตั้งราคาตามเขต
ค. การให้ส่วนลดการค้า ง. การตั้งราคาขายแบบผู้ขายรับภาระค่าขนส่ง
33. “การกำหนดราคาสินค้า ณ. จุดผลิตหรือแหล่งผู้ขายโดยไม่รวมค่าขนส่ง” เป็นลักษณะการตั้งราคาแบบใด
ก. การตั้งราคาแบบ F.O.B. ข. การตั้งราคาตามเขต
ค. การตั้งราคาส่งมอบราคาเดียว ง. การตั้งราคาจากจุดฐานที่กำหนด
34. ข้อใดเป็นการตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา
ก. การตั้งราคาระดับสูง ข. การตั้งราคาระดับต่ำ
ค. ตั้งราคาตามคู่แข่ง ง. ตั้งราคาด้วยเลขคี่
35. “การตั้งราคาสำหรับสินค้าที่เสื่อมความนิยม” จะทำในช่วงใดของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
ก. ขั้นแนะนำ ข. ขั้นเติบโต
ค. ขั้นอิ่มตัว ง. ขั้นถดถอย
36. การตั้งราคาสินค้าให้สูงเพื่อแสดงถึงคุณค่าของสินค้าและความมีคุณภาพดีของสินค้า เป็นวัตถุประสงค์ในการกำหนดราคาข้อใด
ก. เพื่อสร้างยอดขาย ข. เพื่อรักษาส่วนครองตลาด
ค. เพื่อมุ่งด้านสังคม ง. เพื่อสร้างภาพลักษณ์
37. ปริมาณการผลิตหรือปริมาณการขายที่มีผลทำให้รายได้ทั้งสิ้นเท่ากับต้นทุนทั้งสิ้นพอดี เป็นความหมายของข้อใด
ก. Mark up ข. Breakeven Point
ค. Demand ง. Supply
38. การให้ส่วนลดจากราคาขายที่ผู้ซื้อได้รับหากชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด เป็นวัตถุประสงค์ของส่วนลดใด
ก. ส่วนลดการค้า ข. ส่วนลดปริมาณ
ค. ส่วนลดเงินสด ง. ส่วนลดตามฤดูกาล
39. ข้อใดเป็นลักษณะส่วนยอมให้สำหรับการเป็นนายหน้า
ก. เป็นค่าตอบแทนที่ผู้ขายให้แก่บุคคลที่เป็นคนกลางในการนำผู้ซื้อผู้ขายมาตกลงซื้อขาย กันได้
ข. เป็นค่าตอบแทนที่ผู้ขายให้ส่วนลดแก่คนกลาง
ค. เป็นการที่ผู้ขายให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อที่นำสินค้าเก่ามาแลกสินค้าใหม่
ง. ถูกทุกข้อ
40. การตั้งราคาสินค้าให้ต่ำกว่าต้นทุนเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้าน เป็นวัตถุประสงค์ใด
ก. การตั้งราคาในเทศกาลพิเศษ ข. การตั้งราคาต่ำ
ค. การตั้งราคาล่อใจ ง. การตั้งราคาตามคู่แข่ง
41. การคลังสินค้า , การขนส่ง เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. ผลิตภัณฑ์ ข. ราคา
ค. การจัดจำหน่าย ง. การส่งเสริมการตลาด
42. การบรรจุหีบห่อ เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. ผลิตภัณฑ์ ข. ราคา
ค. การจัดจำหน่าย ง. การส่งเสริมการตลาด
43. การตลาดใช้เวลาในการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยการนำสินค้ามาเก็บไว้เพื่อรอ ผู้ซื้อ เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. Form Utility ข. Time Utility
ค. Place Utility ง. Procession Utility
44. การท่าเรือแห่งประเทศไทย เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องใด
ก. เกี่ยวกับการผลิต ข. เกี่ยวกับสถาบันการค้า
ค. เกี่ยวกับหน้าที่ทางการตลาด ง. เกี่ยวกับสังคม
45. ป้ายโฆษณากลางแจ้ง (Cut Out) เป็นการส่งเสริมการตลาดด้านใด
ก. Advertising ข. Public Relations
ค. Sales Promotion ง. Personal Selling
46. ภาพพจน์ของสินค้าและบริษัทดี เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. จุดแข็ง ข. จุดอ่อน
ค. โอกาส ง. อุปสรรค
47. “เป็นตลาดที่มุ่งการผลิตจำนวนมาก รูปแบบเดียวกัน มีลักษณะการใช้แนวคิดเน้นที่การผลิต จึงทำให้ช่วยลดต้นทุน” เป็นลักษณะการตลาดใด
ก. ตลาดมวลชน ข. ตลาดโดยมุ่งที่ส่วนของตลาด
ค. ตลาดที่มุ่งที่ตลาดกลุ่มเล็ก ง. ตลาดท้องถิ่น
48. ลักษณะผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีวัตถุประสงค์ต่อตรายี่ห้อเป็นอย่างมาก เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. โอกาสในการซื้อ ข. ทัศนคติ
ค. ความพร้อม ง. ความซื่อสัตย์
49. กลยุทธ์ในการเลือกเข้าตี เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. กลยุทธ์ตลาดผู้นำ
ข. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของคู่ชิง
ค. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของผู้ตาม
ง. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจรายย่อย
50. การผลิตสินค้าเลียนแบบคู่แข่งขันเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างกำไรได้เลียนแบบการจัดจำหน่ายหรือโฆษณา เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. กลยุทธ์ตลาดผู้นำ
ข. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของคู่ชิง
ค. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของผู้ตาม
ง. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจรายย่อย
51. การตามอย่างใกล้ชิดเป็นกลยุทธ์ประเภทใด
ก. กลยุทธ์โจมตีทางอ้อม ข. กลยุทธ์ผู้ตามตลาด
ค. กลยุทธ์ผู้ท้าชิง ง. กลยุทธ์โจมตีทางตรง
52. การซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เป็นลักษณะของตลาดประเภทใด
ก. ตลาดผูกขาด ข. ตลาดกึ่งแข่งขัน
ค. ตลาดผู้ผลิต ง. ตลาดผู้บริโภค
53. การแบ่งส่วนตลาดตามลักษณะพฤติกรรมคือข้อใด
ก. วัยรุ่น หนุ่มสาว ข. เกลียด ไม่ชอบ ภูมิใจ
ค. เขตหนาว เขตอบอุ่น ง. ซื่อตรง มีระเบียบ
54. ตลาดที่มีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายคงเดิมทำการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญๆ ได้แก่
ก. ตลาดแข่งขันน้อยรายที่ไม่สมบูรณ์ ข. ตลาดกึ่งผูกขาด
ค. ตลาดแข่งขันน้อยรายสมบูรณ์ ง. ตลาดผูกขาดสมบูรณ์
55. ข้อใดหมายถึงผู้บริโภค
ก. บุคคลที่หาข้อมูลผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
ข. บุคคลที่เห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
ค. บุคคลที่พอใจผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
ง. บุคคลที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
56. ข้อใดไม่ใช่วิธีการแสวงหาภายนอก
ก. การระลึกความทรงจำ ข. การหาข้อมูลจากโฆษณา
ค. การโทรศัพท์พูดคุยกับร้านค้า ง. การสอบถามจากผู้ที่เคยใช้สินค้า
57. ข้อใดกล่าวถูกเกี่ยวกับการประเมินทางเลือก
ก. การประเมินทางเลือกเกิดขึ้นหลังการแสวงหาข้อมูลแล้ว
ข. นักการตลาดต้องพยายามหามาตรการในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ค. การปรับเปลี่ยนสินค้าให้ตรงกับมาตรการการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคง่ายกว่าการเปลี่ยนมาตรการของผู้บริโภค
ง. กล่าวถูกทุกข้อ
58. ข้อใดเป็นสิ่งกระตุ้นที่ควบคุมไม่ได้
ก. สิ่งกระตุ้นราคา ข. สิ่งกระตุ้นทางเศรษฐกิจ
ค. สิ่งกระตุ้นด้านผลิตภัณฑ์ ง. สิ่งกระตุ้นด้านช่องทางการจัดจำหน่าย
59. เหตุใดนักการตลาดจึงต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค
ก. เพื่อรายงานผู้บริหาร
ข. เพื่อให้เป็นไปตามทฤษฎี
ค. เพื่อดูความแตกต่างของมนุษย์
ง. เพื่อจะได้จัดกลยุทธ์สนองความต้องการได้อย่างเหมาะสม
60. การล้วงลึกเข้าไปในความทรงจำเพื่อคิดหาวิธีการแก้ปัญหา หมายถึงข้อใด
ก. การมองเห็นปัญหา ข. การประเมินทางเลือก
ค. การแสวงหาภายใน ง. การแสวงหาภายนอก
61. ข้อใดเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ที่สามารถสัมผัสได้
ก. ภาพพจน์ ข. บรรจุภัณฑ์
ค. แนวความคิด ง. การให้บริการ
62. สินค้าอุปโภคบริโภคตามข้อใดที่ลูกค้ามีความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้า
ก. สินค้าไม่แสวงซื้อ ข. สินค้าเปรียบเทียบซื้อ
ค. สินค้าสะดวกซื้อ ง. สินค้าเจาะจงซื้อ
63. ข้อใดไม่จัดเป็นผู้ใช้อุตสาหกรรม
ก. การซื้อตะปูของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์
ข. การซื้อแป้งสาลีของโรงงานขนมปัง
ค. การซื้อน้ำตาลทรายของร้านขนมหวาน
ง. การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา
64. ข้อใดจัดกลุ่มได้ถูกต้องตามลักษณะของสายผลิตภัณฑ์ (Product Line)
ก. ผงชูรส เสื้อผ้า แชมพู ข. น้ำตาล กาแฟ คอฟฟี่เมท
ค. หนังสือ ขนมปัง ปากกา ง. โทรศัพท์ ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า
65. ข้อใดจัดเป็นลักษณะของตลาดอุตสาหกรรม
ก. ซื้อครั้งละมากๆ ข. มีผู้ซื้อจำนวนมาก
ค. ซื้อเพื่อใช้ในครอบครัว ง. โรงงานมักตั้งอยู่ใกล้ชุมชน
66. ข้อใดคือความหมายของราคา
ก. มูลค่าของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้บริโภค
ข. คุณค่าของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้บริโภค
ค. มูลค่าของสินค้าและบริการในรูปตัวเงิน
ง. มูลค่าของสินค้าและบริการที่ธุรกิจคำนวณโดยไม่แจ้งลูกค้า
67. ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการตั้งราคา
ก. เพื่อการแข่งขัน ข. เพื่อมุ่งกำไร
ค. เพื่อเพิ่มส่วนครองตลาด ง. เพื่อกำหนดคุณค่าของผลิตภัณฑ์
68. ในสายตาของลูกค้า ข้อใดคือราคาที่เหมาะสม
ก. ราคาต้องกำหนดตามคู่แข่งขัน
ข. ราคาต้องกำหนดตามต้นทุน
ค. ราคาต้องกำหนดขึ้นโดยความต้องการซื้อ
ง. ราคาต้องสอดคล้องกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์
69. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์ต้นทุนต้องอาศัยสิ่งใดเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์
ก. เงินลงทุน ข. ความคิดของผู้บริหาร
ค. รายได้ของกิจการ ง. กำไรของกิจการ
70. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์อุปสงค์ มีความหมายตรงกับข้อใด
ก. การตั้งราคาโดยคำนวณจากต้นทุน
ข. การตั้งราคาโดยมุ่งที่การแข่งขัน
ค. การตั้งราคาโดยดูจากความต้องการของผู้บริโภค
ง. ไม่มีข้อใดถูก
71. Mark up มีความสัมพันธ์กับการตั้งราคาข้อใด
ก. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์อุปสงค์ ข. การตั้งราคาโดยมุ่งเน้นการแข่งขัน
ค. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์ต้นทุน ง. ทุกข้อต้องเกี่ยวข้องกับ Mark up
72. การตั้งราคาสินค้าให้สูงเพื่อแสดงถึงคุณค่าของสินค้าและความมีคุณภาพดีของสินค้าเป็น วัตถุประสงค์ในการกำหนดราคาข้อใด
ก. การสร้างภาพลักษณ์ ข. เพื่อมุ่งด้านสังคม
ค. เพื่อสร้างยอดขาย ง. เพื่อรักษาส่วนครองตลาด
73. กิจการที่เริ่มต้นทำธุรกิจกำหนดราคาสินค้าต่ำเพื่อไม่ให้คู่แข่งขันมาแข่งขันด้วย เป็น วัตถุประสงค์การกำหนดเพื่อการแข่งขันข้อใด
ก. เพื่อเผชิญการแข่งขัน ข. เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน
ค. เพื่อตัดราคาของคู่แข่งขัน ง. ทุกข้อรวมกัน
74. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ช่องทางอ้อม”
ก. พ่อค้าส่ง ข. พ่อค้าปลีก
ค. คนกลาง ง. ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค
75. ข้อใดเป็นคนกลางที่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้า
ก. นายหน้า ข. พ่อค้าส่ง
ค. ตัวแทนขาย ง. ตัวแทนผู้ผลิต
76. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับหน้าที่ของสถาบันคนกลางในช่องทางการจัดจำหน่าย
ก. คนกลางช่วยผู้ผลิตขายสินค้า
ข. คนกลางช่วยลดรายการติดต่อ
ค. คนกลางเป็นภาระของผู้ค้าปลีก
ง. คนกลางช่วยให้เกิดการประหยัดจากขนาดของการผลิต
77. การกำหนดสินค้าคงเหลือเพื่อที่จะทำการสั่งซื้อ หมายถึงข้อใด
ก. จุดสั่งซื้อ ข. จุดเสียโอกาส
ค. ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด ง. ปริมาณการสั่งซื้อที่มีคุณภาพ
78. ข้อใดเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้า
ก. ค่าเอกสาร ข. ค่าโทรศัพท์
ค. ค่าประกันภัย ง. ไม่มีข้อใดถูก
79. กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับคำสั่งของลูกค้าแล้วต้องจัดเตรียมใบกำกับสินค้าส่งไปยังแผนกที่เกี่ยวข้องให้จัดเตรียมสินค้าเพื่อส่งสินค้าต่อไป หมายถึงข้อใด
ก. การขนส่ง ข. การคลังสินค้า
ค. การจัดการวัสดุ ง. กระบวนการสั่งซื้อ
80. กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับ การเก็บ และการจัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อ หมายถึงข้อใด
ก. การขนส่ง ข. การคลังสินค้า
ค. การจัดการวัสดุ ง. กระบวนการสั่งซื้อ
81. การเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังแหล่งของลูกค้า หมายถึงข้อใด
ก. การขนส่ง ข. การจัดการวัสดุ
ค. การคลังสินค้า ง. กระบวนการสั่งซื้อ
82. สินค้าที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ขนส่งระยะไกล ควรเลือกการขนส่งวิธีใด
ก. ทางน้ำ ข. ทางอากาศ
ค. ทางรถไฟ ง. ทางรถบรรทุก
83. การขนส่งทางใดสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากที่สุด
ก. ทางน้ำ ข. ทางรถไฟ
ค. ทางอากาศ ง. ทางรถบรรทุก
84. Piggy Back เป็นการขนส่งในข้อใด
ก. ทางน้ำร่วมกับทางรถไฟ ข. ทางน้ำร่วมกับทางอากาศ
ค. ทางรถบรรทุกร่วมกับทางน้ำ ง. ทางรถบรรทุกร่วมกับทางรถไฟ
85. การขนส่งทางใด อุปกรณ์การขนส่งไม่ได้เคลื่อนย้ายไปพร้อมสินค้า
ก. ทางท่อ ข. ทางอากาศ
ค. ทางรถบรรทุก ง. ทางรถไฟ
86. ผู้ค้าส่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตไว้จำนวนมาก จากนั้นผู้ค้าปลีกจะมาซื้อสินค้าทีละน้อย เป็นหน้าที่ของผู้ค้าส่งข้อใด
ก. การเงิน ข. ทยอยขาย
ค. การเก็บรักษาสินค้า ง. การรับภาระการเสี่ยงภัย
87. ข้อใดเป็นการขายตรง
ก. ร้านสะดวกซื้อ ข. ผู้ค้าปลีกอิสระ
ค. ร้านขายของลดราคา ง. การขายแบบจัดงานปาร์ตี้
88. ข้อใดเป็นการขายตรง
ก. ร้านสะดวกซื้อ ข. ผู้ค้าปลีกอิสระ
ค. ร้านขายของลดราคา ง. การขายแบบจัดงานปาร์ตี้
89. การขายข้อใดสามารถให้บริการได้ 24 ชั่วโมง และประหยัดแรงงาน
ก. การจัดงานปาร์ตี้ ข. การขายปลีกอิสระ
ค. การขายโดยใช้แค็ตตาล็อก ง. การขายโดยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ
90. วัฏจักรวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของสินค้า ประกอบด้วยช่วงใดบ้าง
ก. แนะนำ แข่งขัน ปรับปรุง อิ่มตัว ข. แนะนำ แข่งขัน เติบโต อิ่มตัว
ค. แนะนำ เติบโต อิ่มตัว ถดถอย ง. แนะนำ เติบโต ถดถอย ปรับปรุง
91. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของการโฆษณา
ก. เป็นการจูงใจ ข. เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ
ค. เป็นกิจกรรมสื่อสารมวลชน ง. ซื้อเนื้อที่และเวลาในสื่อมวลชน
92. สื่อโฆษณาในข้อใดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างที่สุด
ก. นิตยสาร ข. วิทยุโทรทัศน์
ค. โรงภาพยนตร์ ง. วิทยุกระจายเสียง
93. สื่อโฆษณาในข้อใดไม่ควรเขียนบรรยายสรรพคุณรายละเอียดของสินค้าลงในสื่อ
ก. นิตยสาร ข. ไปรษณีย์
ค. หนังสือพิมพ์ ค. ข้างรถประจำทาง
94. สื่อประเภทสิ่งพิมพ์ สื่อใดที่มีอายุสั้นและล้าสมัยเร็ว
ก. คู่มือ ข. วารสาร
ค. หนังสือพิมพ์ ง. ป้ายโปสเตอร์
95. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. การโฆษณาให้ผลช้ากว่าการประชาสัมพันธ์
ข. การโฆษณากับการประชาสัมพันธ์มีลักษณะเหมือนกัน
ค. การประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับกิจการ
ง. การประชาสัมพันธ์เป็นงานที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเปล่าประโยชน์
96. ถ้าท่านเป็นนักประชาสัมพันธ์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังถูกโจมตีในเรื่องความสะอาดของ ผลิตภัณฑ์ ท่านจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร
ก. จัดให้มีการพบปะและการประชาสัมพันธ์
ข. เปิดให้เยี่ยมชมกิจการเพื่อให้เห็นขั้นตอนของการผลิต
ค. จัดให้มีการแสดงนิทรรศการ เพื่อประชาสัมพันธ์องค์กร
ง. จัดสัปดาห์พิเศษเพื่อเผยแพร่ความรู้และข่าวสารด้านต่างๆ
97. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการส่งเสริมการขาย
ก. ไม่หวังผลทางการค้า ข. การจัดทำขึ้นในระยะสั้น
ค. ช่วยสนับสนุนการขาย ง. เป็นกิจกรรมที่มีข้อเสนอพิเศษ
98. ข้อใดเป็นการส่งเสริมการขายเพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ
ก. ซื้อสบู่ 1 ก้อน แลกคูปอง 1 ใบ
ข. ซื้อเครื่องปรับอากาศวันนี้ ลด 20%
ค. ซองเปล่ามีค่านับล้าน รับส่งชิงโชคด่วน
ง. กาแฟผงชนิดซอง 200 กรัม เพิ่มปริมาณอีก 50 กรัม
99. สินค้าประเภทใดที่เหมาะกับการส่งเสริมการขายโดยใช้หีบห่อส่วนเพิ่มมากที่สุด
ก. น้ำปลา ข. น้ำมันพืช
ค. กาแฟผง ง. นมข้นหวาน
100. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ผู้บริโภคเพื่อการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า จัดได้ว่าเป็นกลยุทธ์ตามข้อใด
ก. กลยุทธ์ดึง ข. กลยุทธ์ดัน
ค. กลยุทธ์ผลัก ง. กลยุทธ์ผสม
ก. การบรรจุหีบห่อ ข. การใช้พนักงานขาย
ค. ระยะเวลาการชำระเงิน ง. การขนส่ง
2. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของปัจจัยที่ควบคุมได้
ก. การจัดจำหน่าย ข. ผลิตภัณฑ์
ค. การส่งเสริมการตลาด ง. การเมือง
3. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ก. ราคา ข. การแข่งขัน
ค. เทคโนโลยี ง. ภาวะเศรษฐกิจ
4. นโยบายและกลยุทธ์เกี่ยวข้องกับเรื่องใด
ก. Promotion Mix ข. Price Mix
ค. Place Mix ง. Product Mix
5. การคิดผลิตภัณฑ์ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นแนวความคิดด้านใด
ก. ด้านผลิตภัณฑ์ ข. ด้านการผลิต
ค. ด้านการขาย ง. ด้านการตลาดเพื่อสังคม
6. ข้อใดเป็นภาวะเงินเฟ้อ (Inflotion)
ก. ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่ารายได้ของผู้บริโภค
ข. อำนาจการซื้อสินค้ามีมากขึ้น
ค. ต้นทุนการผลิตถูกลงอย่างรวดเร็ว
ง. ถูกทุกข้อ
7. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. Marketing Mix ได้แก่ Product, Price, Place, Promotion
ข. SWOT Analysis ได้แก่ Strengths, Weaknesses, Opportunities, Technology
ค. Promotion Mix ได้แก่ Advertising, Public Relations, Sales Promotion, Personal Selling
ง. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ กฎหมาย , วัฒนธรรม , ประชากร , สิ่งแวดล้อม
8. “ทัศนคติที่ดีต่อสินค้าของผู้บริโภค” จัดอยู่ในข้อใด
ก. จุดแข็ง ข. จุดอ่อน
ค. โอกาส ง. อุปสรรค
9. ข้อใดเป็นการแบ่งส่วนตลาดตามหลักทางสังคมและจิตวิทยา
ก. บุคลิกภาพ ข. ทัศนคติ
ค. ความพร้อม ง. ความซื่อสัตย์
10. การแบ่งเขตตลาดภาคเหนือ , อีสาน , ใต้ , กลาง เป็นการแบ่งตลาดตามข้อใด
ก. ตามหลักภูมิศาสตร์ ข. ตามหลักประชากรศาสตร์
ค. ตามหลักทางสังคมและจิตวิทยา ง. ตามหลักพฤติกรรม
11. การแบ่งตลาดตามการศึกษา , รายได้ , เชื้อชาติ เป็นการแบ่งตามข้อใด
ก. ตามหลักภูมิศาสตร์ ข. ตามหลักประชากรศาสตร์
ค. ตามหลักทางสังคมและจิตวิทยา ง. ตามหลักพฤติกรรม
12. ข้อใดคือลักษณะการตลาดที่ไม่แตกต่าง (Undifferentiated Marketing)
ก. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจำนวนน้อย
ข. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานแตกต่าง และผลิตจำนวนมาก
ค. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจำนวนมาก
ง. การผลิตในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน และผลิตจำนวนน้อย
13. “การป้องกันส่วนครองตลาด” เป็นกลยุทธ์การตลาดแบบใด
ก. การตลาดผู้นำ ข. การตลาดคู่ชิง
ค. การตลาดอยู่ตาม ง. การตลาดของธุรกิจรายย่อย
14. “การโจมตีคู่แข่งขันที่เล็กกว่า” เป็นกลยุทธ์การตลาดแบบใด
ก. การตลาดผู้นำ ข. การตลาดคู่ชิง
ค. การตลาดอยู่ตาม ง. การตลาดของธุรกิจรายย่อย
15. ข้อใดเป็นทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ลำดับแรก
ก. ต้องการความปลอดภัย ข. การยกย่องนับถือ
ค. ต้องการด้านร่างกาย ง. ต้องการความรักและยอมรับ
16. การลด, แลก, แจก, แถม เป็นสิ่งกระตุ้นด้านใด
ก. ด้านผลิตภัณฑ์ ข. ด้านราคา
ค. ด้านช่องทางการจำหน่าย ง. ด้านการส่งเสริมการตลาด
17. “ความต้องการการยกย่องนับถือ” อยู่ลำดับขั้นใดของทฤษฎีมาสโลว์
ก. ขั้นที่ 1 ข. ขึ้นที่ 2
ค. ขั้นที่ 3 ง. ขึ้นที่ 4
18. กระบวนการแรกของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้แก่ข้อใด
ก. มองเห็นปัญหา ข. แสวงหาภายใน
ค. ประเมินทางเลือก ง. แสวงหาภายนอก
19. การส่งมอบสินค้าให้ตรงเวลา เป็นจรรยาบรรณที่เกี่ยวกับใคร
ก. ลูกค้า ข. กิจการ
ค. คู่แข่ง ง. สังคม
20. “ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าเพราะตรายี่ห้อโดยไม่คำนึงถึงราคา” เป็นสินค้าประเภทใด
ก. สะดวกซื้อ ข. เปรียบเทียบซื้อ
ค. เจาะจงซื้อ ง. ไม่แสวงซื้อ
21. “ประกันชีวิต” เป็นสินค้าประเภทใด
ก. สะดวกซื้อ ข. เปรียบเทียบซื้อ
ค. เจาะจงซื้อ ง. ไม่แสวงซื้อ
22. “วัสดุในการดำเนินงาน” (Operation Supplies) ได้แก่ข้อใด
ก. ตะปู หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย ข. กระดาษ ยางลบ ดินสอ
ค. ไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาขัดพื้น ง. แม่แรง เลื่อย สว่าน
23. “ตราสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” คือข้อใด
ก. Brand Name ข. Brand Mark
ค. Trade Mark ง. Logo
24. “การแจ้งสรรพคุณ , วันเดือนปีที่ผลิต , ปริมาณสุทธิ” เป็นลักษณะของข้อใด
ก. โลโก้ ข. สโลแกน
ค. บรรจุภัณฑ์ ง. ฉลาก
25. ช่วงที่มีคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดมาก เป็นวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ในช่วงใด
ก. Introduction Stage ข. Growth Stage
ค. Maturity Stage ง. Decline Stage
26. สินค้าอุตสาหกรรม ควรใช้กลยุทธ์การตลาดวิธีใด
ก. โฆษณาทีวี ข. หนังสือพิมพ์
ค. วิทยุ ง. พนักงานขายโดยตรง
27. ช่วงที่ตลาดยอมรับสินค้า บริษัทได้กำไรจำนวนมาก เป็นวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ในช่วงใด
ก. Introduction Stage ข. Growth Stage
ค. Maturity Stage ง. Decline Stage
28. กล่องใส่สินค้าที่ใช้เพื่อการขนส่งสินค้าไปยังปลายทางให้ปลอดภัย เป็นบรรจุภัณฑ์แบบใด
ก. ปฐมบรรจุภัณฑ์ ข. ทุติยบรรจุภัณฑ์
ค. ตติยบรรจุภัณฑ์ ง. บรรจุภัณฑ์ที่พิเศษ
29. ข้อใดเป็นลักษณะของตลาดอุตสาหกรรม
ก. ซื้อเพื่อใช้ในครอบครัว ข. ซื้อครั้งละมากๆ
ค. มีผู้ซื้อจำนวนมาก ง. โรงงานอยู่ใกล้ชุมชน
30. การซื้อสินค้าบ่อยครั้ง คุณภาพสินค้าใกล้เคียงกัน เป็นลักษณะสินค้าประเภทใด
ก. สินค้าสะดวกซื้อ ข. สินค้าเปรียบเทียบซื้อ
ค. สินค้าเจาะจงซื้อ ง. สินค้าไม่แสวงซื้อ
31. “การตั้งราคาสินค้าเพื่อรักษาภาวะการจ้างงาน” เป็นการตั้งราคาเพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เพื่อมุ่งกำไร ข. การแข่งขัน
ค. มุ่งด้านสังคม ง. สร้างภาพลักษณ์
32. ข้อใดไม่ใช่การตั้งราคาตามภูมิศาสตร์
ก. การตั้งราคาส่งมอบราคาเดียว ข. การตั้งราคาตามเขต
ค. การให้ส่วนลดการค้า ง. การตั้งราคาขายแบบผู้ขายรับภาระค่าขนส่ง
33. “การกำหนดราคาสินค้า ณ. จุดผลิตหรือแหล่งผู้ขายโดยไม่รวมค่าขนส่ง” เป็นลักษณะการตั้งราคาแบบใด
ก. การตั้งราคาแบบ F.O.B. ข. การตั้งราคาตามเขต
ค. การตั้งราคาส่งมอบราคาเดียว ง. การตั้งราคาจากจุดฐานที่กำหนด
34. ข้อใดเป็นการตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา
ก. การตั้งราคาระดับสูง ข. การตั้งราคาระดับต่ำ
ค. ตั้งราคาตามคู่แข่ง ง. ตั้งราคาด้วยเลขคี่
35. “การตั้งราคาสำหรับสินค้าที่เสื่อมความนิยม” จะทำในช่วงใดของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
ก. ขั้นแนะนำ ข. ขั้นเติบโต
ค. ขั้นอิ่มตัว ง. ขั้นถดถอย
36. การตั้งราคาสินค้าให้สูงเพื่อแสดงถึงคุณค่าของสินค้าและความมีคุณภาพดีของสินค้า เป็นวัตถุประสงค์ในการกำหนดราคาข้อใด
ก. เพื่อสร้างยอดขาย ข. เพื่อรักษาส่วนครองตลาด
ค. เพื่อมุ่งด้านสังคม ง. เพื่อสร้างภาพลักษณ์
37. ปริมาณการผลิตหรือปริมาณการขายที่มีผลทำให้รายได้ทั้งสิ้นเท่ากับต้นทุนทั้งสิ้นพอดี เป็นความหมายของข้อใด
ก. Mark up ข. Breakeven Point
ค. Demand ง. Supply
38. การให้ส่วนลดจากราคาขายที่ผู้ซื้อได้รับหากชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด เป็นวัตถุประสงค์ของส่วนลดใด
ก. ส่วนลดการค้า ข. ส่วนลดปริมาณ
ค. ส่วนลดเงินสด ง. ส่วนลดตามฤดูกาล
39. ข้อใดเป็นลักษณะส่วนยอมให้สำหรับการเป็นนายหน้า
ก. เป็นค่าตอบแทนที่ผู้ขายให้แก่บุคคลที่เป็นคนกลางในการนำผู้ซื้อผู้ขายมาตกลงซื้อขาย กันได้
ข. เป็นค่าตอบแทนที่ผู้ขายให้ส่วนลดแก่คนกลาง
ค. เป็นการที่ผู้ขายให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อที่นำสินค้าเก่ามาแลกสินค้าใหม่
ง. ถูกทุกข้อ
40. การตั้งราคาสินค้าให้ต่ำกว่าต้นทุนเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้าน เป็นวัตถุประสงค์ใด
ก. การตั้งราคาในเทศกาลพิเศษ ข. การตั้งราคาต่ำ
ค. การตั้งราคาล่อใจ ง. การตั้งราคาตามคู่แข่ง
41. การคลังสินค้า , การขนส่ง เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. ผลิตภัณฑ์ ข. ราคา
ค. การจัดจำหน่าย ง. การส่งเสริมการตลาด
42. การบรรจุหีบห่อ เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. ผลิตภัณฑ์ ข. ราคา
ค. การจัดจำหน่าย ง. การส่งเสริมการตลาด
43. การตลาดใช้เวลาในการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยการนำสินค้ามาเก็บไว้เพื่อรอ ผู้ซื้อ เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. Form Utility ข. Time Utility
ค. Place Utility ง. Procession Utility
44. การท่าเรือแห่งประเทศไทย เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องใด
ก. เกี่ยวกับการผลิต ข. เกี่ยวกับสถาบันการค้า
ค. เกี่ยวกับหน้าที่ทางการตลาด ง. เกี่ยวกับสังคม
45. ป้ายโฆษณากลางแจ้ง (Cut Out) เป็นการส่งเสริมการตลาดด้านใด
ก. Advertising ข. Public Relations
ค. Sales Promotion ง. Personal Selling
46. ภาพพจน์ของสินค้าและบริษัทดี เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. จุดแข็ง ข. จุดอ่อน
ค. โอกาส ง. อุปสรรค
47. “เป็นตลาดที่มุ่งการผลิตจำนวนมาก รูปแบบเดียวกัน มีลักษณะการใช้แนวคิดเน้นที่การผลิต จึงทำให้ช่วยลดต้นทุน” เป็นลักษณะการตลาดใด
ก. ตลาดมวลชน ข. ตลาดโดยมุ่งที่ส่วนของตลาด
ค. ตลาดที่มุ่งที่ตลาดกลุ่มเล็ก ง. ตลาดท้องถิ่น
48. ลักษณะผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีวัตถุประสงค์ต่อตรายี่ห้อเป็นอย่างมาก เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. โอกาสในการซื้อ ข. ทัศนคติ
ค. ความพร้อม ง. ความซื่อสัตย์
49. กลยุทธ์ในการเลือกเข้าตี เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. กลยุทธ์ตลาดผู้นำ
ข. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของคู่ชิง
ค. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของผู้ตาม
ง. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจรายย่อย
50. การผลิตสินค้าเลียนแบบคู่แข่งขันเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างกำไรได้เลียนแบบการจัดจำหน่ายหรือโฆษณา เกี่ยวข้องกับข้อใด
ก. กลยุทธ์ตลาดผู้นำ
ข. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของคู่ชิง
ค. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของผู้ตาม
ง. กลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจรายย่อย
51. การตามอย่างใกล้ชิดเป็นกลยุทธ์ประเภทใด
ก. กลยุทธ์โจมตีทางอ้อม ข. กลยุทธ์ผู้ตามตลาด
ค. กลยุทธ์ผู้ท้าชิง ง. กลยุทธ์โจมตีทางตรง
52. การซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เป็นลักษณะของตลาดประเภทใด
ก. ตลาดผูกขาด ข. ตลาดกึ่งแข่งขัน
ค. ตลาดผู้ผลิต ง. ตลาดผู้บริโภค
53. การแบ่งส่วนตลาดตามลักษณะพฤติกรรมคือข้อใด
ก. วัยรุ่น หนุ่มสาว ข. เกลียด ไม่ชอบ ภูมิใจ
ค. เขตหนาว เขตอบอุ่น ง. ซื่อตรง มีระเบียบ
54. ตลาดที่มีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายคงเดิมทำการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญๆ ได้แก่
ก. ตลาดแข่งขันน้อยรายที่ไม่สมบูรณ์ ข. ตลาดกึ่งผูกขาด
ค. ตลาดแข่งขันน้อยรายสมบูรณ์ ง. ตลาดผูกขาดสมบูรณ์
55. ข้อใดหมายถึงผู้บริโภค
ก. บุคคลที่หาข้อมูลผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
ข. บุคคลที่เห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
ค. บุคคลที่พอใจผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
ง. บุคคลที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ
56. ข้อใดไม่ใช่วิธีการแสวงหาภายนอก
ก. การระลึกความทรงจำ ข. การหาข้อมูลจากโฆษณา
ค. การโทรศัพท์พูดคุยกับร้านค้า ง. การสอบถามจากผู้ที่เคยใช้สินค้า
57. ข้อใดกล่าวถูกเกี่ยวกับการประเมินทางเลือก
ก. การประเมินทางเลือกเกิดขึ้นหลังการแสวงหาข้อมูลแล้ว
ข. นักการตลาดต้องพยายามหามาตรการในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ค. การปรับเปลี่ยนสินค้าให้ตรงกับมาตรการการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคง่ายกว่าการเปลี่ยนมาตรการของผู้บริโภค
ง. กล่าวถูกทุกข้อ
58. ข้อใดเป็นสิ่งกระตุ้นที่ควบคุมไม่ได้
ก. สิ่งกระตุ้นราคา ข. สิ่งกระตุ้นทางเศรษฐกิจ
ค. สิ่งกระตุ้นด้านผลิตภัณฑ์ ง. สิ่งกระตุ้นด้านช่องทางการจัดจำหน่าย
59. เหตุใดนักการตลาดจึงต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค
ก. เพื่อรายงานผู้บริหาร
ข. เพื่อให้เป็นไปตามทฤษฎี
ค. เพื่อดูความแตกต่างของมนุษย์
ง. เพื่อจะได้จัดกลยุทธ์สนองความต้องการได้อย่างเหมาะสม
60. การล้วงลึกเข้าไปในความทรงจำเพื่อคิดหาวิธีการแก้ปัญหา หมายถึงข้อใด
ก. การมองเห็นปัญหา ข. การประเมินทางเลือก
ค. การแสวงหาภายใน ง. การแสวงหาภายนอก
61. ข้อใดเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ที่สามารถสัมผัสได้
ก. ภาพพจน์ ข. บรรจุภัณฑ์
ค. แนวความคิด ง. การให้บริการ
62. สินค้าอุปโภคบริโภคตามข้อใดที่ลูกค้ามีความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้า
ก. สินค้าไม่แสวงซื้อ ข. สินค้าเปรียบเทียบซื้อ
ค. สินค้าสะดวกซื้อ ง. สินค้าเจาะจงซื้อ
63. ข้อใดไม่จัดเป็นผู้ใช้อุตสาหกรรม
ก. การซื้อตะปูของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์
ข. การซื้อแป้งสาลีของโรงงานขนมปัง
ค. การซื้อน้ำตาลทรายของร้านขนมหวาน
ง. การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา
64. ข้อใดจัดกลุ่มได้ถูกต้องตามลักษณะของสายผลิตภัณฑ์ (Product Line)
ก. ผงชูรส เสื้อผ้า แชมพู ข. น้ำตาล กาแฟ คอฟฟี่เมท
ค. หนังสือ ขนมปัง ปากกา ง. โทรศัพท์ ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า
65. ข้อใดจัดเป็นลักษณะของตลาดอุตสาหกรรม
ก. ซื้อครั้งละมากๆ ข. มีผู้ซื้อจำนวนมาก
ค. ซื้อเพื่อใช้ในครอบครัว ง. โรงงานมักตั้งอยู่ใกล้ชุมชน
66. ข้อใดคือความหมายของราคา
ก. มูลค่าของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้บริโภค
ข. คุณค่าของผลิตภัณฑ์ในสายตาผู้บริโภค
ค. มูลค่าของสินค้าและบริการในรูปตัวเงิน
ง. มูลค่าของสินค้าและบริการที่ธุรกิจคำนวณโดยไม่แจ้งลูกค้า
67. ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการตั้งราคา
ก. เพื่อการแข่งขัน ข. เพื่อมุ่งกำไร
ค. เพื่อเพิ่มส่วนครองตลาด ง. เพื่อกำหนดคุณค่าของผลิตภัณฑ์
68. ในสายตาของลูกค้า ข้อใดคือราคาที่เหมาะสม
ก. ราคาต้องกำหนดตามคู่แข่งขัน
ข. ราคาต้องกำหนดตามต้นทุน
ค. ราคาต้องกำหนดขึ้นโดยความต้องการซื้อ
ง. ราคาต้องสอดคล้องกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์
69. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์ต้นทุนต้องอาศัยสิ่งใดเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์
ก. เงินลงทุน ข. ความคิดของผู้บริหาร
ค. รายได้ของกิจการ ง. กำไรของกิจการ
70. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์อุปสงค์ มีความหมายตรงกับข้อใด
ก. การตั้งราคาโดยคำนวณจากต้นทุน
ข. การตั้งราคาโดยมุ่งที่การแข่งขัน
ค. การตั้งราคาโดยดูจากความต้องการของผู้บริโภค
ง. ไม่มีข้อใดถูก
71. Mark up มีความสัมพันธ์กับการตั้งราคาข้อใด
ก. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์อุปสงค์ ข. การตั้งราคาโดยมุ่งเน้นการแข่งขัน
ค. การตั้งราคาโดยถือเกณฑ์ต้นทุน ง. ทุกข้อต้องเกี่ยวข้องกับ Mark up
72. การตั้งราคาสินค้าให้สูงเพื่อแสดงถึงคุณค่าของสินค้าและความมีคุณภาพดีของสินค้าเป็น วัตถุประสงค์ในการกำหนดราคาข้อใด
ก. การสร้างภาพลักษณ์ ข. เพื่อมุ่งด้านสังคม
ค. เพื่อสร้างยอดขาย ง. เพื่อรักษาส่วนครองตลาด
73. กิจการที่เริ่มต้นทำธุรกิจกำหนดราคาสินค้าต่ำเพื่อไม่ให้คู่แข่งขันมาแข่งขันด้วย เป็น วัตถุประสงค์การกำหนดเพื่อการแข่งขันข้อใด
ก. เพื่อเผชิญการแข่งขัน ข. เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน
ค. เพื่อตัดราคาของคู่แข่งขัน ง. ทุกข้อรวมกัน
74. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ช่องทางอ้อม”
ก. พ่อค้าส่ง ข. พ่อค้าปลีก
ค. คนกลาง ง. ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค
75. ข้อใดเป็นคนกลางที่มีกรรมสิทธิ์ในสินค้า
ก. นายหน้า ข. พ่อค้าส่ง
ค. ตัวแทนขาย ง. ตัวแทนผู้ผลิต
76. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับหน้าที่ของสถาบันคนกลางในช่องทางการจัดจำหน่าย
ก. คนกลางช่วยผู้ผลิตขายสินค้า
ข. คนกลางช่วยลดรายการติดต่อ
ค. คนกลางเป็นภาระของผู้ค้าปลีก
ง. คนกลางช่วยให้เกิดการประหยัดจากขนาดของการผลิต
77. การกำหนดสินค้าคงเหลือเพื่อที่จะทำการสั่งซื้อ หมายถึงข้อใด
ก. จุดสั่งซื้อ ข. จุดเสียโอกาส
ค. ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด ง. ปริมาณการสั่งซื้อที่มีคุณภาพ
78. ข้อใดเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้า
ก. ค่าเอกสาร ข. ค่าโทรศัพท์
ค. ค่าประกันภัย ง. ไม่มีข้อใดถูก
79. กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับคำสั่งของลูกค้าแล้วต้องจัดเตรียมใบกำกับสินค้าส่งไปยังแผนกที่เกี่ยวข้องให้จัดเตรียมสินค้าเพื่อส่งสินค้าต่อไป หมายถึงข้อใด
ก. การขนส่ง ข. การคลังสินค้า
ค. การจัดการวัสดุ ง. กระบวนการสั่งซื้อ
80. กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับ การเก็บ และการจัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อ หมายถึงข้อใด
ก. การขนส่ง ข. การคลังสินค้า
ค. การจัดการวัสดุ ง. กระบวนการสั่งซื้อ
81. การเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังแหล่งของลูกค้า หมายถึงข้อใด
ก. การขนส่ง ข. การจัดการวัสดุ
ค. การคลังสินค้า ง. กระบวนการสั่งซื้อ
82. สินค้าที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ขนส่งระยะไกล ควรเลือกการขนส่งวิธีใด
ก. ทางน้ำ ข. ทางอากาศ
ค. ทางรถไฟ ง. ทางรถบรรทุก
83. การขนส่งทางใดสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากที่สุด
ก. ทางน้ำ ข. ทางรถไฟ
ค. ทางอากาศ ง. ทางรถบรรทุก
84. Piggy Back เป็นการขนส่งในข้อใด
ก. ทางน้ำร่วมกับทางรถไฟ ข. ทางน้ำร่วมกับทางอากาศ
ค. ทางรถบรรทุกร่วมกับทางน้ำ ง. ทางรถบรรทุกร่วมกับทางรถไฟ
85. การขนส่งทางใด อุปกรณ์การขนส่งไม่ได้เคลื่อนย้ายไปพร้อมสินค้า
ก. ทางท่อ ข. ทางอากาศ
ค. ทางรถบรรทุก ง. ทางรถไฟ
86. ผู้ค้าส่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตไว้จำนวนมาก จากนั้นผู้ค้าปลีกจะมาซื้อสินค้าทีละน้อย เป็นหน้าที่ของผู้ค้าส่งข้อใด
ก. การเงิน ข. ทยอยขาย
ค. การเก็บรักษาสินค้า ง. การรับภาระการเสี่ยงภัย
87. ข้อใดเป็นการขายตรง
ก. ร้านสะดวกซื้อ ข. ผู้ค้าปลีกอิสระ
ค. ร้านขายของลดราคา ง. การขายแบบจัดงานปาร์ตี้
88. ข้อใดเป็นการขายตรง
ก. ร้านสะดวกซื้อ ข. ผู้ค้าปลีกอิสระ
ค. ร้านขายของลดราคา ง. การขายแบบจัดงานปาร์ตี้
89. การขายข้อใดสามารถให้บริการได้ 24 ชั่วโมง และประหยัดแรงงาน
ก. การจัดงานปาร์ตี้ ข. การขายปลีกอิสระ
ค. การขายโดยใช้แค็ตตาล็อก ง. การขายโดยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ
90. วัฏจักรวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของสินค้า ประกอบด้วยช่วงใดบ้าง
ก. แนะนำ แข่งขัน ปรับปรุง อิ่มตัว ข. แนะนำ แข่งขัน เติบโต อิ่มตัว
ค. แนะนำ เติบโต อิ่มตัว ถดถอย ง. แนะนำ เติบโต ถดถอย ปรับปรุง
91. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของการโฆษณา
ก. เป็นการจูงใจ ข. เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ
ค. เป็นกิจกรรมสื่อสารมวลชน ง. ซื้อเนื้อที่และเวลาในสื่อมวลชน
92. สื่อโฆษณาในข้อใดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างที่สุด
ก. นิตยสาร ข. วิทยุโทรทัศน์
ค. โรงภาพยนตร์ ง. วิทยุกระจายเสียง
93. สื่อโฆษณาในข้อใดไม่ควรเขียนบรรยายสรรพคุณรายละเอียดของสินค้าลงในสื่อ
ก. นิตยสาร ข. ไปรษณีย์
ค. หนังสือพิมพ์ ค. ข้างรถประจำทาง
94. สื่อประเภทสิ่งพิมพ์ สื่อใดที่มีอายุสั้นและล้าสมัยเร็ว
ก. คู่มือ ข. วารสาร
ค. หนังสือพิมพ์ ง. ป้ายโปสเตอร์
95. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. การโฆษณาให้ผลช้ากว่าการประชาสัมพันธ์
ข. การโฆษณากับการประชาสัมพันธ์มีลักษณะเหมือนกัน
ค. การประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับกิจการ
ง. การประชาสัมพันธ์เป็นงานที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเปล่าประโยชน์
96. ถ้าท่านเป็นนักประชาสัมพันธ์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังถูกโจมตีในเรื่องความสะอาดของ ผลิตภัณฑ์ ท่านจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร
ก. จัดให้มีการพบปะและการประชาสัมพันธ์
ข. เปิดให้เยี่ยมชมกิจการเพื่อให้เห็นขั้นตอนของการผลิต
ค. จัดให้มีการแสดงนิทรรศการ เพื่อประชาสัมพันธ์องค์กร
ง. จัดสัปดาห์พิเศษเพื่อเผยแพร่ความรู้และข่าวสารด้านต่างๆ
97. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการส่งเสริมการขาย
ก. ไม่หวังผลทางการค้า ข. การจัดทำขึ้นในระยะสั้น
ค. ช่วยสนับสนุนการขาย ง. เป็นกิจกรรมที่มีข้อเสนอพิเศษ
98. ข้อใดเป็นการส่งเสริมการขายเพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ
ก. ซื้อสบู่ 1 ก้อน แลกคูปอง 1 ใบ
ข. ซื้อเครื่องปรับอากาศวันนี้ ลด 20%
ค. ซองเปล่ามีค่านับล้าน รับส่งชิงโชคด่วน
ง. กาแฟผงชนิดซอง 200 กรัม เพิ่มปริมาณอีก 50 กรัม
99. สินค้าประเภทใดที่เหมาะกับการส่งเสริมการขายโดยใช้หีบห่อส่วนเพิ่มมากที่สุด
ก. น้ำปลา ข. น้ำมันพืช
ค. กาแฟผง ง. นมข้นหวาน
100. การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ผู้บริโภคเพื่อการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า จัดได้ว่าเป็นกลยุทธ์ตามข้อใด
ก. กลยุทธ์ดึง ข. กลยุทธ์ดัน
ค. กลยุทธ์ผลัก ง. กลยุทธ์ผสม
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552
พุทธศาสนาและหนทางพ้นทุกข์
บุญของการรักษาศีล
บุญของการรักษาศีลในชาตินี้ คือ ทำให้ผู้รักษาศีลมีความโชคดี ทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จได้เร็ว หน้าที่การงานจะได้เลื่อนขั้นเร็ว เป็นที่รักใคร่เมตตาแก่ผู้พบเห็น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โรคน้อย หากผู้มีศีลนั้นได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอก็จะได้รับผลบุญของทานเร็วกว่าปรกติ เช่น ปรกติเมื่อเราได้ทำทานแล้ว ผลของทานบางส่วนก็จะกลับมาในชาตินี้ โดยใช้เวลาประมาณสิบกว่าปี แต่ถ้ารักษาศีลด้วยแล้วจะทำให้ผลของทานกลับมาหาเราเร็วขึ้น คือ อาจแค่เพียง 5-6 ปี ก็เป็นได้ นอกจากนี้ เมื่อเกิดชาติหน้าก็มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก และมีรูปร่างผิวพรรณดีเหมือนอย่างดาราที่มีรูปเป็นทรัพย์นั่นเอง
เอกุโปสถิกาเถรีอปทานที่ ๑
ผลของการรักษาอุโบสถศีล
ในพระนครพันธุมดี มีพระบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่า พันธุมา ในวันเพ็ญท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถศีล สมัยนั้น ดิฉันเป็นนางกุมภทาสี ในพระนครพันธุมดีนั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระมหากษัตริย์ จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า แม้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงละราชกิจมารักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่นอน หมู่มหาชนจึงพากันเบิกบานใจ ดิฉันพิจารณาเห็นทุคติและความเป็นคนอยากไร้โดยแยบคาย ทำให้จิตใจร่าเริงแล้ว รักษาอุโบสถศีล
ดิฉันรักษาอุโบสถศีล ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้น สูงโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วยเรือนยอดมีที่นั่งใหญ่โต ประดับแล้วอย่างดี นางอัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอดิฉันอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันงามเกินนางเทพอัปสรอื่นๆ ในกาลทั้งปวง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๖๔ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์ ดิฉันเป็นผู้มีผิวพรรณปานดังทองคำ ท่องเที่ยวอยู่ในภพทั้งหลาย ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถาน นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันย่อมได้ยานช้าง ยานม้า และยานรถ แม้ทุกอย่างมากมาย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล ภาชนะสำเร็จด้วยทอง เงิน แก้วผลึก และแก้วปทุมราช ดิฉันได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย และผ้าที่มีราคาสูงๆ ดิฉันก็ได้ทุกสิ่ง ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ ดิฉันได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
เครื่องหอมชนิดดี ดอกไม้ จุรณสำหรับลูบไล้ ดิฉันก็ได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล เรือนยอดปราสาท มณฑป เรือนโล้น และถ้ำ ดิฉันก็ได้ถ้วนทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
พอดิฉันอายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุอรหัตเมื่อยังไม่ทันจะถึงครึ่งเดือน ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า...ท่านพระเอกุโปสถิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
คำสมาทานศีลอุโบสถ
ศีลอุโบสถต้องกล่าวอธิษฐานรับมา
ขั้นตอนที่ ๑ กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์
(เบญจางคประดิษฐ์)
ขั้นตอนที่ ๒ บูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา : .
อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ : ( กราบ )
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม : ( กราบ )
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ : ( กราบ )
ขั้นตอนที่ ๓ อาราธนาศีลอุโบสถ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
( กรณีว่าคนเดียวให้เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, เปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ )
ขั้นตอนที่ ๔ นมัสการพระพุทธเจ้า ( นั่งพับเพียบ )
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขั้นตอนที่ ๕ ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ขั้นตอนที่ ๖ สมาทานศีลอุโบสถ
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะพรหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
นัจจะคี ตะวาทิ ตะวิสุกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะ ทาระณะ-
มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ขั้นตอนที่ ๗ อธิษฐานรักษาศีลอุโบสถ
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง อิมัญจะ
รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ
( ข้าพเจ้าสมาทานอุโบสถ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อันประกอบด้วย
องค์ ๘ ประการ ดังได้สมาทานมาแล้วนี้ จะรักษาไว้ให้ดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้
ทำลาย ตลอดวันหนึ่ง คืนหนึ่ง ณ เวลาวันนี้ )
ขั้นตอนที่ ๘ สรุปศีลอุโบสถ
อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อัชเชกัง รัตตินทิวัง อุโปสะถะวะเสนะ
สาธุกัง รักขิตัพพานิ
รับ อามะภันเต รับ สาธุ
ขั้นตอนที่ ๙ กราบลาพระ
กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
www.palungjit.com
อานิสงส์ของการรักษาศีลอุโบสถเพียงครั้งเดียว
อานิสงส์ของศีล(ครูบาศีวิชัย)
กรรมวิบากและอานิสงส์ของศีล5
ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายซึ่งกาลนานเทอญ
สาธุ
พุทธศาสนาและหนทางพ้นทุกข์
อานิสงส์การทอดกฐินและการทอดผ้าป่า โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำผู้ถามการทอดผ้าป่า กับการทอดกฐิน อย่างไหนได้อานิสงส์มากกน้อยกว่ากันคะ.........?หลวงพ่อความจริงผ้าป่า กับกฐิน เป็น สังฆทาน ด้วยกันทั้งคู่นะ แต่ทว่าอานิสงส์โดยเฉพาะกฐิน ได้มากกว่าเพราะกฐินมีเวลาจำกัด จะทอดตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ แต่อานิสงส์ได้ทั้งสองฝ่าย คือผู้ทอดก็ได้ พระผู้รับก็ได้ พระผู้รับมีอำนาจคุ้มครองพระวินัยได้หลายสิกขาบท ทำให้สบายขึ้นการทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านเคยเทศน์คือ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมมุตตระ ท่านเคยเทศน์วาระหนึ่งสมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นมหาทุกขตะคำว่ามหาทุกขตะนี้จนมาก เป็นทาสของท่านคหบดี ท่านเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ของตนนำไปแลกกับด้ายหนึ่งกลุ่ม เข็มหนึ่งเล่ม เอามาร่วมในการทอดกฐินกับเจ้านาย เพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า การทอดกฐินครั้งหนึ่ง จะปรารถนาพุทธภูมิ ก็ได้ จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอรหันต์ก็ได้ แต่ถ้าหากว่ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใดอานิสงส์จะให้ผลท่านผู้นั้นเมื่อตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดา แล้วลงมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๕๐๐ ชาติเมื่อบุญน้อยลงมาจะเป็นพระมหากษัตริย์ ๕๐๐ ชาติ เป็นมหาเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ เป็นอนุเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ เป็น คหบดี ๕๐๐ ชาติ แต่คนที่ทอดผ้ากฐิน หรือว่าร่วมในการทอดผ้ากฐินครั้งหนึ่งก็ดี บุญบารมีส่วนนี้ยังไม่ทันจะหมดก็ปรากฏว่าท่านเจ้าของทานไปนิพพานก่อนผ้าป่า ก็เป็นสังฆทาน แต่อานิสงส์จะน้อยไปนิดหนึ่งแต่ทั้งสองอย่างก็เป็นสังฆทานเหมือนกัน แต่เป็นสังฆทานเฉพาะกิจ กับสังฆทานไม่เฉพาะกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าป่า ผู้ให้ก็ได้อานิสงส์ ผู้รับมีอานิสงส์แต่เพียงแค่ใช้ เป็นอันว่าทั้งสองอย่างนี้ถือว่าอานิสงส์การทอดกฐินมากกว่าผ้าป่า แต่ว่าการทอดกฐินปีหนึ่งครั้งเดียว ผ้าป่าทอดได้หลายครั้ง อานิสงส์ผ้าป่าย่อมได้มากกว่านะผู้ถามองค์กฐิน ที่แท้จริง เป็นอย่างไรคะ........?หลวงพ่อองค์กฐิน จริง ๆ คือผ้าไตร นอกนั้นเป็นบริวาร เวลา กรานกฐินจริง ๆ เรากรานได้แต่ผ้าการถวายก็ไม่ยาก เรามีผ้าจีวรผืนหนึ่งหรือว่าสบงผืนหนึ่ง หรือว่าสังฆาฏิผืนหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ จะถวายทั้งไตรก็ได้ ถวายมากก็ได้ ถวายน้อยก็ได้ อานิสงส์เหมือนกัน โดยเฉพาะที่วัดนี่ (วัดท่าซุง) จัดเป็นกฐินสามัคคี เป็นเจ้าภาพร่วมกันทุกคนได้อานิสงส์เท่ากันหมด
ร่วมทำบุญทอดกฐินขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี ณ วัดสองพี่น้อง 18/08/2009
เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพกฐิน วัดท่าซุง ปี 2552 (วัดหลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ)
แบ่งบุญ
ด้วยอานุภาพคุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์
ด้วยบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสร้าง และด้วยอฐิษฐานบารมี
บุญอันใดที่ข้าพเจ้าได้เคยทำมาแล้วนี้ ตั้งแต่ชาติใดก็ตาม
ขอแบ่งให้กับทุกท่านที่ได้อ่านเมล์นี้ด้วยเทอญ
สาธุ
บุญของการรักษาศีล
บุญของการรักษาศีลในชาตินี้ คือ ทำให้ผู้รักษาศีลมีความโชคดี ทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จได้เร็ว หน้าที่การงานจะได้เลื่อนขั้นเร็ว เป็นที่รักใคร่เมตตาแก่ผู้พบเห็น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โรคน้อย หากผู้มีศีลนั้นได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอก็จะได้รับผลบุญของทานเร็วกว่าปรกติ เช่น ปรกติเมื่อเราได้ทำทานแล้ว ผลของทานบางส่วนก็จะกลับมาในชาตินี้ โดยใช้เวลาประมาณสิบกว่าปี แต่ถ้ารักษาศีลด้วยแล้วจะทำให้ผลของทานกลับมาหาเราเร็วขึ้น คือ อาจแค่เพียง 5-6 ปี ก็เป็นได้ นอกจากนี้ เมื่อเกิดชาติหน้าก็มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก และมีรูปร่างผิวพรรณดีเหมือนอย่างดาราที่มีรูปเป็นทรัพย์นั่นเอง
เอกุโปสถิกาเถรีอปทานที่ ๑
ผลของการรักษาอุโบสถศีล
ในพระนครพันธุมดี มีพระบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่า พันธุมา ในวันเพ็ญท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถศีล สมัยนั้น ดิฉันเป็นนางกุมภทาสี ในพระนครพันธุมดีนั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระมหากษัตริย์ จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า แม้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงละราชกิจมารักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่นอน หมู่มหาชนจึงพากันเบิกบานใจ ดิฉันพิจารณาเห็นทุคติและความเป็นคนอยากไร้โดยแยบคาย ทำให้จิตใจร่าเริงแล้ว รักษาอุโบสถศีล
ดิฉันรักษาอุโบสถศีล ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้น สูงโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วยเรือนยอดมีที่นั่งใหญ่โต ประดับแล้วอย่างดี นางอัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอดิฉันอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันงามเกินนางเทพอัปสรอื่นๆ ในกาลทั้งปวง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๖๔ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์ ดิฉันเป็นผู้มีผิวพรรณปานดังทองคำ ท่องเที่ยวอยู่ในภพทั้งหลาย ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถาน นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันย่อมได้ยานช้าง ยานม้า และยานรถ แม้ทุกอย่างมากมาย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล ภาชนะสำเร็จด้วยทอง เงิน แก้วผลึก และแก้วปทุมราช ดิฉันได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย และผ้าที่มีราคาสูงๆ ดิฉันก็ได้ทุกสิ่ง ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ ดิฉันได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
เครื่องหอมชนิดดี ดอกไม้ จุรณสำหรับลูบไล้ ดิฉันก็ได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล เรือนยอดปราสาท มณฑป เรือนโล้น และถ้ำ ดิฉันก็ได้ถ้วนทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
พอดิฉันอายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุอรหัตเมื่อยังไม่ทันจะถึงครึ่งเดือน ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า...ท่านพระเอกุโปสถิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
คำสมาทานศีลอุโบสถ
ศีลอุโบสถต้องกล่าวอธิษฐานรับมา
ขั้นตอนที่ ๑ กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์
(เบญจางคประดิษฐ์)
ขั้นตอนที่ ๒ บูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา : .
อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ : ( กราบ )
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม : ( กราบ )
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ : ( กราบ )
ขั้นตอนที่ ๓ อาราธนาศีลอุโบสถ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ
( กรณีว่าคนเดียวให้เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, เปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ )
ขั้นตอนที่ ๔ นมัสการพระพุทธเจ้า ( นั่งพับเพียบ )
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขั้นตอนที่ ๕ ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ขั้นตอนที่ ๖ สมาทานศีลอุโบสถ
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะพรหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
นัจจะคี ตะวาทิ ตะวิสุกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะ ทาระณะ-
มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ขั้นตอนที่ ๗ อธิษฐานรักษาศีลอุโบสถ
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง อิมัญจะ
รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ
( ข้าพเจ้าสมาทานอุโบสถ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อันประกอบด้วย
องค์ ๘ ประการ ดังได้สมาทานมาแล้วนี้ จะรักษาไว้ให้ดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้
ทำลาย ตลอดวันหนึ่ง คืนหนึ่ง ณ เวลาวันนี้ )
ขั้นตอนที่ ๘ สรุปศีลอุโบสถ
อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อัชเชกัง รัตตินทิวัง อุโปสะถะวะเสนะ
สาธุกัง รักขิตัพพานิ
รับ อามะภันเต รับ สาธุ
ขั้นตอนที่ ๙ กราบลาพระ
กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
www.palungjit.com
อานิสงส์ของการรักษาศีลอุโบสถเพียงครั้งเดียว
อานิสงส์ของศีล(ครูบาศีวิชัย)
กรรมวิบากและอานิสงส์ของศีล5
ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายซึ่งกาลนานเทอญ
สาธุ
พุทธศาสนาและหนทางพ้นทุกข์
อานิสงส์การทอดกฐินและการทอดผ้าป่า โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำผู้ถามการทอดผ้าป่า กับการทอดกฐิน อย่างไหนได้อานิสงส์มากกน้อยกว่ากันคะ.........?หลวงพ่อความจริงผ้าป่า กับกฐิน เป็น สังฆทาน ด้วยกันทั้งคู่นะ แต่ทว่าอานิสงส์โดยเฉพาะกฐิน ได้มากกว่าเพราะกฐินมีเวลาจำกัด จะทอดตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ แต่อานิสงส์ได้ทั้งสองฝ่าย คือผู้ทอดก็ได้ พระผู้รับก็ได้ พระผู้รับมีอำนาจคุ้มครองพระวินัยได้หลายสิกขาบท ทำให้สบายขึ้นการทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านเคยเทศน์คือ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมมุตตระ ท่านเคยเทศน์วาระหนึ่งสมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นมหาทุกขตะคำว่ามหาทุกขตะนี้จนมาก เป็นทาสของท่านคหบดี ท่านเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ของตนนำไปแลกกับด้ายหนึ่งกลุ่ม เข็มหนึ่งเล่ม เอามาร่วมในการทอดกฐินกับเจ้านาย เพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า การทอดกฐินครั้งหนึ่ง จะปรารถนาพุทธภูมิ ก็ได้ จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอรหันต์ก็ได้ แต่ถ้าหากว่ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใดอานิสงส์จะให้ผลท่านผู้นั้นเมื่อตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดา แล้วลงมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๕๐๐ ชาติเมื่อบุญน้อยลงมาจะเป็นพระมหากษัตริย์ ๕๐๐ ชาติ เป็นมหาเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ เป็นอนุเศรษฐี ๕๐๐ ชาติ เป็น คหบดี ๕๐๐ ชาติ แต่คนที่ทอดผ้ากฐิน หรือว่าร่วมในการทอดผ้ากฐินครั้งหนึ่งก็ดี บุญบารมีส่วนนี้ยังไม่ทันจะหมดก็ปรากฏว่าท่านเจ้าของทานไปนิพพานก่อนผ้าป่า ก็เป็นสังฆทาน แต่อานิสงส์จะน้อยไปนิดหนึ่งแต่ทั้งสองอย่างก็เป็นสังฆทานเหมือนกัน แต่เป็นสังฆทานเฉพาะกิจ กับสังฆทานไม่เฉพาะกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าป่า ผู้ให้ก็ได้อานิสงส์ ผู้รับมีอานิสงส์แต่เพียงแค่ใช้ เป็นอันว่าทั้งสองอย่างนี้ถือว่าอานิสงส์การทอดกฐินมากกว่าผ้าป่า แต่ว่าการทอดกฐินปีหนึ่งครั้งเดียว ผ้าป่าทอดได้หลายครั้ง อานิสงส์ผ้าป่าย่อมได้มากกว่านะผู้ถามองค์กฐิน ที่แท้จริง เป็นอย่างไรคะ........?หลวงพ่อองค์กฐิน จริง ๆ คือผ้าไตร นอกนั้นเป็นบริวาร เวลา กรานกฐินจริง ๆ เรากรานได้แต่ผ้าการถวายก็ไม่ยาก เรามีผ้าจีวรผืนหนึ่งหรือว่าสบงผืนหนึ่ง หรือว่าสังฆาฏิผืนหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ จะถวายทั้งไตรก็ได้ ถวายมากก็ได้ ถวายน้อยก็ได้ อานิสงส์เหมือนกัน โดยเฉพาะที่วัดนี่ (วัดท่าซุง) จัดเป็นกฐินสามัคคี เป็นเจ้าภาพร่วมกันทุกคนได้อานิสงส์เท่ากันหมด
ร่วมทำบุญทอดกฐินขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี ณ วัดสองพี่น้อง 18/08/2009
เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพกฐิน วัดท่าซุง ปี 2552 (วัดหลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ)
แบ่งบุญ
ด้วยอานุภาพคุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์
ด้วยบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสร้าง และด้วยอฐิษฐานบารมี
บุญอันใดที่ข้าพเจ้าได้เคยทำมาแล้วนี้ ตั้งแต่ชาติใดก็ตาม
ขอแบ่งให้กับทุกท่านที่ได้อ่านเมล์นี้ด้วยเทอญ
สาธุ
เทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์วิชาคอมพิวเตอร์จัดได้ว่าเป็นวิชาการที่ค่อนข้างใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิชาอื่น ๆ ที่ปรากฎในหลักสูตรการเรียนการสอนในแทบทุกระดับชั้น ดังนั้นวิชาคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิชาที่ยังขาดกระบวนวิธีในการสอนเป็นการเฉพาะ ในขณะที่วิชาอื่น ๆ จะมีวิธีสอนเฉพาะของตนเอง เช่น วิธีการสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิธีการสอนวิชาภาษาไทย หรือวิธีการสอนวิชาสังคมศึกษา เป็นต้น ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีผู้พัฒนาทรัยากรช่วยสอนวิชาคอมพิวเตอร์ออกมามากมาย อาทิเช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น แต่ถึงกระนั้น กระบวนการสอนที่เป็นวิธีการ (Activity) ก็ยังไม่ค่อยมีใครพัฒนาขึ้นมา จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการสอนคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะพบว่ามีเว็บเพจที่พูดถึงวิธีสอนวิชาคอมพิวเตอร์น้อยมาก ผู้เขียนจึงเห็นว่าพวกเรา(ครูสอนคอมพิวเตอร์) ทั้งหลายน่าจะมาช่วยกันนำเสนอแนวคิดและเทคนิควิธีสอนจากประสบการณ์ของตนเอง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งพัฒนาการในการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยต่อไป
การสอนวิชาคอมพิวเตอร์นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
1. การสอนวิชาเชิงทฤษฎีคอมพิวเตอร์ เช่น วิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์ วิชาระบบฐานข้อมูล หรือ วิชาการวิเคราะห์และออกแบบระบบ
2. การสอนวิชาการเขียนโปรแกรม เช่น การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาต่าง ๆ หรือการสร้างโปรแกรมด้วยเครื่องมือกึ่งสำเร็จรูป ( Middle Ware) ทั้งหลาย เช่น โปรแกรม Visual Basic , Delphi หรือAuthorware เป็นต้น 3. การสอนวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำ หรือวิชาการใช้โปรแกรมวาดและตบแต่งรูปภาพ เป็นต้น ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเทคนิควิธีสอนวิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่
3 โดยจะเน้นเฉพาะเทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียน
จากการที่ผู้เขียนได้พิจารณาการสอนของตนเอง และเพื่อนครูด้วยกัน มักพบว่า ครูจะมีวิธีนำเข้าสู่บทเรียน (การเริ่มต้นฝึกใช้โปรแกรม) อยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ
1. เริ่มสอนโดยการแนะนำให้นักเรียนรู้จักหน้าตาและเมนู รวมทั้งแนะนำเครื่องมือ (Toolbar) ต่าง ๆ บนโปรแกรมที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงเริ่มต้นสอนขั้นต่อไป ซึ่งผู้เขียนขอเรียกวิธีสอนแบบนี้ว่า เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนแบบแนะนำ (Introduction method)
ส่วนวิธีที่ 2 คือ ครูเริ่มสอนโดยการให้ผู้เรียนลองพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ซัก 1 ประโยค ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เรียนมักชอบพิมพ์ชื่อของตนเองก่อน แล้วจึงสอนให้ผู้เรียนลองใช้คำสั่งในเมนูและเครื่องมือในแถบเครื่องมือมาบูรณาการ ปรับแต่งข้อความที่ตนเองพิมพ์ลงไปให้สวยงามถูกใจ ผู้เขียนเรียกวิธีสอนแบบนี้ว่า เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนแบบสร้างผลผลิต (Production Method)
จากประสบการณ์การสอนของผู้เขียน พบว่าวิธีที่ 2 (Production Method) จะเป็นวิธีที่กระตุ้นและเร่งเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ดีกว่าวิธีที่ 1 (Introduction Method) ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการสอนแบบสร้างผลผลิตนั้น นักเรียนจะได้เรียนรู้และฝึกฝนในสิ่งที่มีความหมาย (Meaningfull Learning) ซึ่งหมายถึงการพิมพ์ข้อความที่อ่านออกมีความหมาย และสามารถใช้คำสั่งตบแต่งปรับปรุงข้อความนั้นได้ตามที่ต้องการเมื่อเริ่มหัดใช้โปรแกรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยทางการศึกษาหลาย ๆ เรื่องที่กล่าวถึงวิธีสอนที่มีความหมาย จะได้ผลสัมฤทธิ์สูงกว่าวิธีสอนที่ไม่มีความหมาย และด้วยการถูกกระตุ้นอย่างมีความหมายเช่นนี้ จึงทำให้นักเรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ต่อไปอีก ซึ่งทำให้ชั้นเรียนวิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ส่วนวิธีนำเข้าสู่บทเรียนแบบแนะนำนั้น ผู้เขียนพบว่ามักจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่าย เนื่องจากต้องนั่งดูและฟังเฉย ๆ จนกว่าครูจะแนะนำส่วนต่าง ๆ ของโปรแกรมได้หมด นอกจากจะเป็นการเสียเวลาเปล่าแล้ว ยังทำให้ชั้นเรียนเกิดสภาวะเฉื่อยชา และบั่นทอนความสนใจของนักเรียนลงไปในที่สุด
เทคนิควิธีการสอนที่นำเสนอในบทความนี้ ผู้เขียนหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ครูคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นได้ ผู้เขียนคาดหวังไว้ว่า อยากเห็นครูคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ออกมามีส่วนร่วมใน การพัฒนางานคอมพิวเตอร์ศึกษาของไทย ให้เจริญรุดหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทยสามารถไต่ระดับขึ้นมาเป็นแถวหน้าของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกต่อไป…
การสอนวิชาคอมพิวเตอร์นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
1. การสอนวิชาเชิงทฤษฎีคอมพิวเตอร์ เช่น วิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์ วิชาระบบฐานข้อมูล หรือ วิชาการวิเคราะห์และออกแบบระบบ
2. การสอนวิชาการเขียนโปรแกรม เช่น การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาต่าง ๆ หรือการสร้างโปรแกรมด้วยเครื่องมือกึ่งสำเร็จรูป ( Middle Ware) ทั้งหลาย เช่น โปรแกรม Visual Basic , Delphi หรือAuthorware เป็นต้น 3. การสอนวิชาการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำ หรือวิชาการใช้โปรแกรมวาดและตบแต่งรูปภาพ เป็นต้น ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเทคนิควิธีสอนวิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่
3 โดยจะเน้นเฉพาะเทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียน
จากการที่ผู้เขียนได้พิจารณาการสอนของตนเอง และเพื่อนครูด้วยกัน มักพบว่า ครูจะมีวิธีนำเข้าสู่บทเรียน (การเริ่มต้นฝึกใช้โปรแกรม) อยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ
1. เริ่มสอนโดยการแนะนำให้นักเรียนรู้จักหน้าตาและเมนู รวมทั้งแนะนำเครื่องมือ (Toolbar) ต่าง ๆ บนโปรแกรมที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงเริ่มต้นสอนขั้นต่อไป ซึ่งผู้เขียนขอเรียกวิธีสอนแบบนี้ว่า เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนแบบแนะนำ (Introduction method)
ส่วนวิธีที่ 2 คือ ครูเริ่มสอนโดยการให้ผู้เรียนลองพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ซัก 1 ประโยค ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เรียนมักชอบพิมพ์ชื่อของตนเองก่อน แล้วจึงสอนให้ผู้เรียนลองใช้คำสั่งในเมนูและเครื่องมือในแถบเครื่องมือมาบูรณาการ ปรับแต่งข้อความที่ตนเองพิมพ์ลงไปให้สวยงามถูกใจ ผู้เขียนเรียกวิธีสอนแบบนี้ว่า เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนแบบสร้างผลผลิต (Production Method)
จากประสบการณ์การสอนของผู้เขียน พบว่าวิธีที่ 2 (Production Method) จะเป็นวิธีที่กระตุ้นและเร่งเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ดีกว่าวิธีที่ 1 (Introduction Method) ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการสอนแบบสร้างผลผลิตนั้น นักเรียนจะได้เรียนรู้และฝึกฝนในสิ่งที่มีความหมาย (Meaningfull Learning) ซึ่งหมายถึงการพิมพ์ข้อความที่อ่านออกมีความหมาย และสามารถใช้คำสั่งตบแต่งปรับปรุงข้อความนั้นได้ตามที่ต้องการเมื่อเริ่มหัดใช้โปรแกรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยทางการศึกษาหลาย ๆ เรื่องที่กล่าวถึงวิธีสอนที่มีความหมาย จะได้ผลสัมฤทธิ์สูงกว่าวิธีสอนที่ไม่มีความหมาย และด้วยการถูกกระตุ้นอย่างมีความหมายเช่นนี้ จึงทำให้นักเรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ต่อไปอีก ซึ่งทำให้ชั้นเรียนวิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลคำมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ส่วนวิธีนำเข้าสู่บทเรียนแบบแนะนำนั้น ผู้เขียนพบว่ามักจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่าย เนื่องจากต้องนั่งดูและฟังเฉย ๆ จนกว่าครูจะแนะนำส่วนต่าง ๆ ของโปรแกรมได้หมด นอกจากจะเป็นการเสียเวลาเปล่าแล้ว ยังทำให้ชั้นเรียนเกิดสภาวะเฉื่อยชา และบั่นทอนความสนใจของนักเรียนลงไปในที่สุด
เทคนิควิธีการสอนที่นำเสนอในบทความนี้ ผู้เขียนหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ครูคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นได้ ผู้เขียนคาดหวังไว้ว่า อยากเห็นครูคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ออกมามีส่วนร่วมใน การพัฒนางานคอมพิวเตอร์ศึกษาของไทย ให้เจริญรุดหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทยสามารถไต่ระดับขึ้นมาเป็นแถวหน้าของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกต่อไป…
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
แนวข้อสอบ วิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์
1. คำสั่งใดใช้คัดลอกรูปภาพหรือข้อความ
ก. Edit -> Copy
ข. Edit-> Paste
ค. Ctrl + C
ง. ถูกทั้ง ก และ ค
2. คำสั่งใดใช้วางรูปภาพหรือข้อความที่คัดลอก
ก. Edit -> Copy
ข. Edit-> Paste
ค. Ctrl + C
ง. ถูกทั้ง ก และ ค
3. คำสั่งใดใช้วางรูปภาพแบบหลาย ๆ รูป
ก. Edit -> Copy Multiple
ข. Edit-> Paste Multiple
ค. Element -> Paste Multiple
ง. ถูกทั้ง ข และ ค
4. เครื่องมือใดใช้ตัดภาพส่วนที่ไม่ต้องการออก
ก. Cut tool
ข. Cropping tool
ค. Rotate tool
ง. Freetarnform
5.เครื่องมือใดใช้หมุนภาพ
ก. Cut tool
ข. Cropping tool
ค. Rotate tool
ง. Freetarnform
ก. Edit -> Copy
ข. Edit-> Paste
ค. Ctrl + C
ง. ถูกทั้ง ก และ ค
2. คำสั่งใดใช้วางรูปภาพหรือข้อความที่คัดลอก
ก. Edit -> Copy
ข. Edit-> Paste
ค. Ctrl + C
ง. ถูกทั้ง ก และ ค
3. คำสั่งใดใช้วางรูปภาพแบบหลาย ๆ รูป
ก. Edit -> Copy Multiple
ข. Edit-> Paste Multiple
ค. Element -> Paste Multiple
ง. ถูกทั้ง ข และ ค
4. เครื่องมือใดใช้ตัดภาพส่วนที่ไม่ต้องการออก
ก. Cut tool
ข. Cropping tool
ค. Rotate tool
ง. Freetarnform
5.เครื่องมือใดใช้หมุนภาพ
ก. Cut tool
ข. Cropping tool
ค. Rotate tool
ง. Freetarnform
6. คำสั่งใดใช้ตกแต่งรูปภาพให้เหมือนกับโปรแกรม
Adobe Photoshop
ก. Element -> Image -> Photoshop Effect…
ข. Type -> Image -> Photoshop Effect…
ค. Utilities -> Image -> Photoshop
ง. Layout -> Image -> Photoshop Effect…
7.ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Mask
ก. เป็นคำสั่งซ่อนภาพ
ข. เป็นคำสั่งแสดงภาพ
ค. เป็นคำสั่งแสดงภาพเฉพาะตำแหน่งที่ระบุ
ง. เป็นคำสั่งซ่อนภาพเฉพาะตำแหน่งที่ระบุ
8. ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Align Object
ก. ใช้จัดลำดับของวัตถุ
ข.ใช้จัดตำแหน่งของวัตถุ
ค.ใช้แสดงวัตถุ
ง. ใช้ซ่อนวัตถุ
9. ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Arrange
ก. ใช้จัดลำดับของวัตถุ
ข.ใช้จัดตำแหน่งของวัตถุ
ค.ใช้แสดงวัตถุ
ง. ใช้ซ่อนวัตถุ
10. คำสั่งจัดลำดับของบวัตถุหรือรูปภาพมีตัวเลือกกี่ตัว
ก. 2 ตัวเลือก
ข. 3 ตัวเลือก
ค. 4 ตัวเลือก
ง. 5 ตัวเลือก
Adobe Photoshop
ก. Element -> Image -> Photoshop Effect…
ข. Type -> Image -> Photoshop Effect…
ค. Utilities -> Image -> Photoshop
ง. Layout -> Image -> Photoshop Effect…
7.ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Mask
ก. เป็นคำสั่งซ่อนภาพ
ข. เป็นคำสั่งแสดงภาพ
ค. เป็นคำสั่งแสดงภาพเฉพาะตำแหน่งที่ระบุ
ง. เป็นคำสั่งซ่อนภาพเฉพาะตำแหน่งที่ระบุ
8. ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Align Object
ก. ใช้จัดลำดับของวัตถุ
ข.ใช้จัดตำแหน่งของวัตถุ
ค.ใช้แสดงวัตถุ
ง. ใช้ซ่อนวัตถุ
9. ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Arrange
ก. ใช้จัดลำดับของวัตถุ
ข.ใช้จัดตำแหน่งของวัตถุ
ค.ใช้แสดงวัตถุ
ง. ใช้ซ่อนวัตถุ
10. คำสั่งจัดลำดับของบวัตถุหรือรูปภาพมีตัวเลือกกี่ตัว
ก. 2 ตัวเลือก
ข. 3 ตัวเลือก
ค. 4 ตัวเลือก
ง. 5 ตัวเลือก
11.เครื่องมือที่ใช้สร้างวัตถุมีกี่แบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 5 แบบ
ง. 6 แบบ
12. เครื่องที่ใช้สร้างขอบเขตการแสดงรูปภาพมีกี่แบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 5 แบบ
ง. 6 แบบ
13.เมนูใดใช้ปรับแต่งลักษณะของวัตถุแต่ละแบบ
ก. Edit
ข. Element
ค. Utilities
ง. Type
14. การปรับลักษณะมุมของรูปสี่เหลี่ยมมีกี่รูปแบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 5 แบบ
ง. 6 แบบ
15. เครื่องมือใดที่ใช้สร้างรูปหลายเหลี่ยม
ก. Ellipse Tool
ข. Rectangle Tool
ค. Polygon Tool
ง. Line Tool
16.เครื่องมือใดที่ใช้สร้างรูปวงกลม
ก. Ellipse Tool
ข. Rectangle Tool
ค. Polygon Tool
ง. Line Tool
17.เครื่องมือใดที่ใช้สร้างรูปสี่เหลี่ยม
ก. Ellipse Tool
ข. Rectangle Tool
ค. Polygon Tool
ง. Line Tool
18. ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Star inset
ก. ใช้กำหนดความนูนของมุม
ข. ใช้กำหนดความโค้งของมุม
ค. ใช้กำหนดความเว้าของมุม
ง. ใช้กำหนดจำนวนมุมหรือเหลี่ยมที่ต้องการ
19. คำสั่งใดใช้กำหนดรูปแบบของเส้น
ก. ดับเบิลคลิกที่ Line Tool
ข. คลิกที่เมนู Element -> Stroke
ค. คลิกที่เมนู Element -> Fill
ง. ถูกทั้ง ก และ ข
20. คำสั่งใดใช้กำหนดรูปแบบของมุมรูปสี่เหลี่ยม
ก. ดับเบิลคลิกที่ Rectangle Tool
ข. คลิกที่เมนู Ellipse Tool
ค. คลิกที่เมนู Element -> Rounded Corners…
ง. ถูกทั้ง ก และ ค
21. ข้อใดคือขั้นตอนการสร้างห้องชุดสี
ก. Utilities -> Plug – ins -> Create Color Library
ข. Window -> Plug – ins -> Create Color Library
ค. Layout -> Plug – ins -> Create Color Library
ง. Layout -> Plug – ins -> Create Color
22.ข้อใดคือขั้นตอนการแสดงหน้าต่าง Library สำหรับสร้างห้องสมุดภาพ
ก. Utilities -> Plug – ins -> Create Color Library
ข. Window -> Plug – ins -> Create Color Library
ค. Layout -> Plug – ins -> Create Color Library
ง. Layout -> Plug – ins -> Create Color
23. ข้อใดคือคำสั่งแสดง Template Palette
ก. Utilities -> Plug – ins Palettes -> Show Template Palette
ข. Utilitise -> Plug – ins -> Show Template Palette
ค. Layout -> Plug – ins Palettes -> Show Template Palette
ง. Window -> Plug – ins Palettes -> Show Template Palette
24. ข้อใดคือคำสั่งการจัดหน้าสิ่งพิมพ์
ก. Window -> Plug – in Palettes -> Build Booklet..
ข. Layout -> Plug – ins -> Build Booklet..
ค. Utilities -> Plug – ins -> Build Booklet..
ง. Window -> Plug – ins -> Build Booklet..
25. ข้อใดคือคำสั่งการแก้ไขรูปอัตโนมัติตามภาพต้นฉบับ
ก. Utilities -> Plug – ins -> Global Link Options
ข. Window -> Plug – ins -> Global Link Options
ค. Window -> Plug – ins Palettes -> Global Link Options
ง. Layout -> Plug – ins Palettes -> Global Link Options
26. Category มีกี่รูปแบบ
ก. 5 รูปแบบ
ข. 10 รูปแบบ
ค. 15 รูปแบบ
ง. 20 รูปแบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 5 แบบ
ง. 6 แบบ
12. เครื่องที่ใช้สร้างขอบเขตการแสดงรูปภาพมีกี่แบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 5 แบบ
ง. 6 แบบ
13.เมนูใดใช้ปรับแต่งลักษณะของวัตถุแต่ละแบบ
ก. Edit
ข. Element
ค. Utilities
ง. Type
14. การปรับลักษณะมุมของรูปสี่เหลี่ยมมีกี่รูปแบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 5 แบบ
ง. 6 แบบ
15. เครื่องมือใดที่ใช้สร้างรูปหลายเหลี่ยม
ก. Ellipse Tool
ข. Rectangle Tool
ค. Polygon Tool
ง. Line Tool
16.เครื่องมือใดที่ใช้สร้างรูปวงกลม
ก. Ellipse Tool
ข. Rectangle Tool
ค. Polygon Tool
ง. Line Tool
17.เครื่องมือใดที่ใช้สร้างรูปสี่เหลี่ยม
ก. Ellipse Tool
ข. Rectangle Tool
ค. Polygon Tool
ง. Line Tool
18. ข้อใดคือหน้าที่ของคำสั่ง Star inset
ก. ใช้กำหนดความนูนของมุม
ข. ใช้กำหนดความโค้งของมุม
ค. ใช้กำหนดความเว้าของมุม
ง. ใช้กำหนดจำนวนมุมหรือเหลี่ยมที่ต้องการ
19. คำสั่งใดใช้กำหนดรูปแบบของเส้น
ก. ดับเบิลคลิกที่ Line Tool
ข. คลิกที่เมนู Element -> Stroke
ค. คลิกที่เมนู Element -> Fill
ง. ถูกทั้ง ก และ ข
20. คำสั่งใดใช้กำหนดรูปแบบของมุมรูปสี่เหลี่ยม
ก. ดับเบิลคลิกที่ Rectangle Tool
ข. คลิกที่เมนู Ellipse Tool
ค. คลิกที่เมนู Element -> Rounded Corners…
ง. ถูกทั้ง ก และ ค
21. ข้อใดคือขั้นตอนการสร้างห้องชุดสี
ก. Utilities -> Plug – ins -> Create Color Library
ข. Window -> Plug – ins -> Create Color Library
ค. Layout -> Plug – ins -> Create Color Library
ง. Layout -> Plug – ins -> Create Color
22.ข้อใดคือขั้นตอนการแสดงหน้าต่าง Library สำหรับสร้างห้องสมุดภาพ
ก. Utilities -> Plug – ins -> Create Color Library
ข. Window -> Plug – ins -> Create Color Library
ค. Layout -> Plug – ins -> Create Color Library
ง. Layout -> Plug – ins -> Create Color
23. ข้อใดคือคำสั่งแสดง Template Palette
ก. Utilities -> Plug – ins Palettes -> Show Template Palette
ข. Utilitise -> Plug – ins -> Show Template Palette
ค. Layout -> Plug – ins Palettes -> Show Template Palette
ง. Window -> Plug – ins Palettes -> Show Template Palette
24. ข้อใดคือคำสั่งการจัดหน้าสิ่งพิมพ์
ก. Window -> Plug – in Palettes -> Build Booklet..
ข. Layout -> Plug – ins -> Build Booklet..
ค. Utilities -> Plug – ins -> Build Booklet..
ง. Window -> Plug – ins -> Build Booklet..
25. ข้อใดคือคำสั่งการแก้ไขรูปอัตโนมัติตามภาพต้นฉบับ
ก. Utilities -> Plug – ins -> Global Link Options
ข. Window -> Plug – ins -> Global Link Options
ค. Window -> Plug – ins Palettes -> Global Link Options
ง. Layout -> Plug – ins Palettes -> Global Link Options
26. Category มีกี่รูปแบบ
ก. 5 รูปแบบ
ข. 10 รูปแบบ
ค. 15 รูปแบบ
ง. 20 รูปแบบ
27. ข้อใดคือคำสั่งสำหรับกำหนดหน้าสิ่งพิมพ์แบบมุงหลังคา
ก. 2-Up saddle stitch
ข. 2-Up prefect bound
ค. 2-Up consecutive
ง. 2-Up house
28. ข้อใดคือคำสั่งสำหรับกำหนดหน้าสิ่งพิมพ์แบบหน้ายก
ก. 2-Up saddle stitch
ข. 2-Up prefect bound
ค. 2-Up consecutive
ง. 2-Up house
29. ข้อใดคือคำสั่งสำหรับกำหนดหน้าสิ่งพิมพ์แบบจัดเรียงทีละ 2 หน้า
ก. 2-Up saddle stitch
ข. 2-Up prefect bound
ค. 2-Up consecutive
ง. 2-Up house
30. ข้อใดคือคำสั่งกำหนดให้แจ้งก่อนมีการปรับปรุงภาพ
ก. Change link options for graphics
ข. Store copy in pub
ค. Update automatically
ง. Alert before updating
ก. 2-Up saddle stitch
ข. 2-Up prefect bound
ค. 2-Up consecutive
ง. 2-Up house
28. ข้อใดคือคำสั่งสำหรับกำหนดหน้าสิ่งพิมพ์แบบหน้ายก
ก. 2-Up saddle stitch
ข. 2-Up prefect bound
ค. 2-Up consecutive
ง. 2-Up house
29. ข้อใดคือคำสั่งสำหรับกำหนดหน้าสิ่งพิมพ์แบบจัดเรียงทีละ 2 หน้า
ก. 2-Up saddle stitch
ข. 2-Up prefect bound
ค. 2-Up consecutive
ง. 2-Up house
30. ข้อใดคือคำสั่งกำหนดให้แจ้งก่อนมีการปรับปรุงภาพ
ก. Change link options for graphics
ข. Store copy in pub
ค. Update automatically
ง. Alert before updating
มีข้อสงสัย โทร:081-739-9009 หรือ 081-234-8881
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
การ Format NTFS กับ FAT32 ต่างกันอย่างไร
การ Format NTFS กับ FAT32 ต่างกันอย่างไร เรื่องที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ก็คือเรื่องของไฟล์ซิสเต็ม (File System) สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ได้ใหม่อะไรหรอกครับ เพราะว่ามันมีมาตั้งแต่สมัย MS-DOS กันแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนั้นไม่ค่อยได้มีใครพูดถึงกัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามันยังไม่ได้มีระบบอื่นหลากหลายเหมือนอย่างในปัจจุบันนั่นเอง... ระบบปฏิบัติการที่ต่างกัน มันก็จะมีไฟล์ซิสเต็มที่ต่างกันไปด้วย อย่างเช่น MS-DOS และ Windows 95 นั้นจะมีไฟล์ซิสเต็มเป็น FAT16 ส่วน Windows 98 นั้นจะเป็น FAT32 (FAT ย่อมาจาก File Allocation Table) แต่หากเป็น Windows NT ก็จะเป็น NTFS (NTFS ย่อมาจาก NT File System)... ถ้าหากมันแยกกันอยู่แบบนี้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องงงอะไรกันมากมายครับ ต่างคนต่างใช้กันไป แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อตอน Windows 2000 ได้คลอดออกมาดูโลกภายนอกนี่สิครับ เพราะว่าเจ้าระบบปฏิบัติการรุ่นนี้มันดันใช้งานได้ทั้งไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT32 และ NTFS (Windows XP ล่าสุดนี่ก็เช่นกัน) พอมือใหม่ที่อยากลองของใหม่อย่าง Windows 2000 หรือ Windows XP ทำการติดตั้งแล้วเจอคำถามว่าจะ Format โดยใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบไหน FAT หรือ NTFS เข้าให้ ก็ต้องมานั่งคิดกันว่า แล้วอะไรมันดีกว่ากันล่ะ?!? FAT16 เจ้า FAT16 เนี่ยเป็นไฟล์ซิสเต็มที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 หรือ 20 ปีเข้าไปแล้ว (ตั้งแต่สมัยผมอายุได้สองขวบปี) โดยความจริงแล้วเจ้า FAT16 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อจะใช้งานกับไฟล์ต่างๆ บนแผ่นดิสก์เก็ต (สำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ อาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมื่อก่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไม่มีฮาร์ดดิสก์นะครับ คุณของแบบนี้เมื่อก่อนนั้นแพงมาก สมัยผมเรียนอยู่ประถมปลาย มีวิชาคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง บูตด้วยแผ่นดิสก์แล้วไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ครับ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้งานระบบเครือข่าย แต่ว่าดันไม่เคยรู้ตัวเลยว่านั่นเป็นระบบเครือข่าย) แล้วต่อมาก็ได้มีการปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะให้มันใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ได้ และยังสามารถที่จะใช้งานกับชื่อของไฟล์ที่ยาวกว่าเมื่อก่อน (เมื่อก่อนระบบ FAT16 สามารถใช้งานกับไฟล์ที่มีชื่อยาวเพียง 8.3 ตัวอักษรเท่านั้น)... ข้อดีของไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT16 ก็คือ มันสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายได้ เช่น Windows 95, Windows 98, Windows ME, OS/2, Linux, และบางเวอร์ชันของ UNUX... แต่ว่า Windows NT ที่มีระบบไฟล์ซิสเต็มเป็น NTFS จะมองไม่เห็นครับ และในทางกลับกันระบบ FAT ก็จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น NTFS ไม่เห็นเช่นกัน... หลายคนคงอยากเถียงว่าตอนเล่นในห้องคอมพิวเตอร์ หรือที่บริษัท ก็ยังสามารถที่จะไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Windows NT หรือ 2000 ที่เป็น NTFS ได้เลย แถมเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ยังมาดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT16 หรือ FAT32 ได้ด้วย... อันนี้ต้องทำความเข้าใจนะครับว่า ในรูปแบบของระบบเครือข่ายนั้น หากคุณไปดึงข้อมูลที่แชร์เอาไว้ในเครื่องอื่นๆ มันจะไม่สนใจหรอกครับ ว่าฮาร์ดดิสก์เครื่องนั้นมีไฟล์ซิสเต็มเป็นแบบไหน มันสนแค่ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกแชร์เอาไว้หรือไม่ และมีอยู่จริงหรือไม่ เท่านั้นเองครับ... แต่ปัญหาของ FAT16 ที่ทำให้มันต้องสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลาก็คือจำนวนสูงสุดของคลัสเตอร์ต่อพาร์ติชัน (Maximum number of clusters per partition) นั้นถูกกำหนดเอาไว้ตายตัว ดังนั้นเมื่อฮาร์ดดิสก์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจำนวนคลัสเตอร์ยังเท่าเดิม ก็หมายความว่าขนาดของคลัสเตอร์ก็จะใหญ่ขึ้นตามด้วย อย่างในกรณีของฮาร์ดดิสก์ขนาด 2GB นั้นจะมีคลัสเตอร์ที่ใหญ่ถึง 32KB นั่นก็หมายความว่า ต่อให้เราพิมพ์เอกสารที่มีตัวอักษรเพียง 10 ตัว แต่ขนาดของไฟล์ก็จะมีขนาดถึง 32KB ซึ่งเป็นขนาดเล็กสุดของคลัสเตอร์ทีเดียว ซึ่งแสดงว่าระบบ FAT16 นั้นใช้งานพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ได้อย่างสิ้นเปลืองเอามากๆ ทีเดียว... นอกจากนี้ขีดจำกัดเรื่องขนาดสูงสุดของฮาร์ดดิสก์ที่มันรองรับได้ก็เป็นข้อเสียอีกเรื่องหนึ่ง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่าระบบ FAT16 นั้นแรกเริ่มเดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อจะใช้งานกับแผ่นดิสก์ที่สมัยนั้นมีขนาดเพียง 1.44MB อย่างมาก ดังนั้นในยุคแรกๆ จึงมีปัญหาตามมาเมื่อระบบ FAT16 ใน MS-DOS ยุคแรกๆ สามารถรองรับฮาร์ดดิสก์ได้เพียง 32MB เท่านั้น!! แต่ก็ได้ถูกแก้ไขให้รองรับได้เป็น 128MB ต่อมาใน MS-DOS 4.0 และเรื่อยมาเป็น 2GB ในปัจจุบัน แต่ก็อย่างที่เห็นตอนนี้แหละนะครับ ว่าฮาร์ดดิสก์ขนาด 2GB นั้นหาซื้อไม่ได้แล้ว ขนาดผมจะไปเดินหาซื้อฮาร์ดดิสก์ขนาด 10.2GB ผมยังหาซื้อแทบไม่ได้เลย ในตลาดบ้านเราตอนนี้ผมว่า 20GB นี่ต่ำสุดแล้วครับ (และอีกไม่นานผมว่า 30GB นี่แหละ จะต่ำสุด) ดังนั้นตอนที่ไมโครซอฟต์ออก Windows 95 OSR2 ก็เลยภูมิใจเสนอ FAT32 ที่ใช้ข้อมูล 32 บิตในการอ้างอิงถึงที่อยู่ของคลัสเตอร์ (FAT16 ใช้เพียง 16 บิต) ทำให้สามารถที่จะมีจำนวนของคลัสเตอร์บนพาร์ติชันได้มากกว่า และสามารถแก้ปัญหาของ FAT16 ในบางเรื่องได้ครับ FAT32 คุณระบบ FAT32 เนี่ย แรกเริ่มเดิมทีก็อย่างที่บอกไปเมื่อตะกี้ว่าออกมาพร้อมกับ Windows 95 OSR2 (Service Pack 2) และเป็นแค่เพียง FAT16 ที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้มีจำนวนคลัสเตอร์ต่อพาร์ติชันมากขึ้น ดังนั้นเลยมีความสามารถที่จะรองรับฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่สูงสุดได้ถึง 2TB (2000GB) ทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี มันก็แลกมากับการสูญเสียความสามารถในการใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายไปครับ... FAT16 และ FAT32 มีข้อด้อยเหมือนๆ กันอยู่เรื่อง ก็คือ มันไม่สนับสนุนการบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล และไม่มีฟีเจอร์ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลครับ NTFS NTFS หรือ NT File System นั้นชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าน่าจะเปิดตัวบนระบบปฏิบัติการ Windows NT แน่นอน เจ้า NTFS เนี่ยแตกต่างจาก FAT โดยสิ้นเชิงครับ มันมีทั้งความสามารถในการบีบอัดข้อมูลแบบไฟล์ต่อไฟล์ มีความสามารถในการกำหนดโควต้าการใช้งานพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ มีความสามารถในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน และยังมีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลได้ด้วย ทว่าข้อเสียของ NTFS ในยุคของ Windows NT ก็คือมันไม่สามารถมองเห็นฮาร์ดดิสก์ที่เป็นไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ได้นั่นเอง และนั่นก็ทำให้มันไม่สามารถที่บูตด้วยแผ่นดิสก์แบบปกติได้ (เพราะว่าการบูตด้วยแผ่นดิสก์จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT เห็นเท่านั้น แต่ปัญหาเรื่องของฮาร์ดดิสก์แบบ NTFS มองฮาร์ดดิสก์แบบ FAT ไม่เห็นได้หมดไปกับการปรากฏตัวของ Windows 2000 และ Windows XP ที่มีความสามารถในการสนับสนุนไฟล์ซิสเต็มทั้งแบบ FAT และ NTFS ทำให้ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP สามารถที่จะมองฮาร์ดดิสก์ทั้งแบบ NTFS และ FAT เห็นหมดเลย เฮ... นอกจากนี้ คุณอาจจะเลือกที่จะติดตั้ง Windows 2000 หรือ Windows XP บนไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยน (Convert) มาเป็น NTFS ทีหลังก็ได้ด้วยคำสั่ง convert /fs:ntfs ที่ Command Prompt ครับ เพียงแต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเปลี่ยนมาใช้ NTFS แล้วจะเปลี่ยนกลับไปใช้ FAT ไม่ได้แล้วนะครับ แล้วผมควรจะใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบไหนดี?!? ถ้าจะให้ฟันธงไปเลย ผมอยากบอกว่าไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS นั้นดีกว่าแบบ FAT มากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณต้องการที่จะเก็บรักษาข้อมูลของคุณเอาไว้เป็นความลับ ดังนั้นหากเป็นไปได้แล้ว คุณควรจะเลือกใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS มากกว่าครับ อย่าไปหลงเชื่อใครว่าไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS นั้นไม่สามารถเล่นเกมได้ หรือเล่นได้แต่ก็ไม่ดีเท่า FAT นะครับ ไม่เกี่ยวกันเลยแม้แต่น้อยครับ มันอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ และระบบปฏิบัติการที่คุณติดตั้งมากกว่า... กรณีเดียวที่คุณควรจะใช้งานไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ก็คือในกรณีที่คุณติดตั้งระบบปฏิบัติการมากกว่าสองระบบ เช่น Windows 98 หรือ Windows ME ควบคู่กับ Windows 2000 (หวังว่าคงไม่มีใครจะโชว์พาวเวอร์ด้วยการติดตั้ง Windows 2000 ร่วมกับ Windows XP นะครับ ผมว่ามันสิ้นเปลืองฮาร์ดดิสก์โดยเปล่าประโยชน์จริงๆ)***********************************************FAT32(File Allocation Table) เริ่มใช้ครั้งแรก ในOS MS Windows 98 จนถึง XPNTFS(NT File System)เริ่มใช้ครั้งแรก ในOS MS Windows NT ต้นแบของ Windows 2000 และXP สำหรับ NTFS มักใช้ในระบบที่ต้องการความปลอดภัยค่อนข้างสูงทำงานเร็วมักใช้ในองค์กรที่ต่อเครื่องระบบ เน็ตเวิร์คหลายๆๆเครื่องFAT32 ดีตรงที่สามารถเห็น ระบบ หลายระบบ ทั้ง FAT32 และ NTFS คือเวลา เราเอา NTFSมาต่อเข้ากับ FAT32 ก็สามารถมองเห็นครับ แต่เมื่อใดที่ เอาFAT32 มาต่อเข้ากับ NTFS จะมองไม่เห็นครับ(เท่าที่ลองดูนะครับไม่รู้ถูกหรือเปล่า) ข้อเสียของ FAT32 ก็ทำงานช้ากว่า และเก่ากว่าครับ ถ้าจะให้ง่ายก็ ทำให้เป็น FAT32 ให้หมดดีกว่าครับ กู้ระบบง่ายดีครับ แต่สำหรับผม ส่วนของWINDOWS เป็น NTFS เละส่วนที่เก็บ ข้อมูล อะไรต่างๆเป็น FAT32 ครับ ตรงป่าวครับน่าจะพอ แหะๆๆๆ *****************************************************************************
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
มารู้จักกับ Registry
มารู้จักกับ Registry หลังจากมีคนถามว่ามันคืออะไร คือ!!
คงเคยได้ยินคําว่า..Hack.Computer มากันบ้างแล้ว..ๆ :ไม่ได้พาท่าน ไปHack เครื่องใครหรอกครับ...เอาเครื่องเราเองนี้แหละ แล้วมันทําอย่างไร ? เครื่องเราจะเจ็งไหม ? ยากไหม ?อันตรายขนาดไหนกับการแก้ไข Hack เครื่องตัวเอง? :-X ..นั้นเป็นคําถามที่ก่อนที่ท่านจะอ่านบทความบทนี้จะพาท่านไปรีด.... นา ทาเร้น..พลังประสิทธิภาพ ของคอมพิวเตอร์ของ ท่านออกมาให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านเสียไป..:-\..แต่..ปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการ อธิบายแบบ New Hand (มือใหม่) อย่างเรา..เรา..ท่าน ๆ ทําตามได้ครับ..ภาษาไทยด้วยครับ ;) ปรับแต่ง..แก้ไข..เจาะลึก..พาคุณเข้าไปในก้นบึ้ง ของ Windows XP ด้วย.. registry , msconfig , services.msc, Gpedit.mscทำความรู้จักกับรีจีสทรีรีจิสทรี (Registry ) เป็นฐานข้อมูลส่วนกลางในวินโดวส์ที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมและดูแลรักษาข้อมูลที่สำคัญของ ระบบไว้ รีจิสทรีจึง เป็นส่วนประกอบที่น่าสนใจและสำคัญที่สุดของวินโดวส์ โดยรีจิสทรีถือ กำเนิดมาจากแนวความคิดในการจัดเก็บไฟล์ INI ของวินโวส์ 3.1 ซึ่งไฟล์ INI ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง และ OLE เริ่มมีความซับซ้อน มากขึ้น Microsoft จึงได้สร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อไว้เก็บข้อมูล ที่จำเป็นสำหรับ OLE ในวินโดวส์ 3.1 คือใช้ไฟล์ REG และใช้โปรแกรม Registration Editer ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารัจิสทรีได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่่ วินโดวส์ 3.1 และได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจุบันคีย์หลักทั้ง 6 คีย์ รีจิสทรีของวินโดวส์ประกอบด้วยคีย์หลัก 6 คีย์ แต่ละคีย์ทำหน้าที่เก็บข้อมูล แตกต่างกันคือ ข้อมูลของผู้ใช้ ข้อมูล ของเครื่อง ชื่อคีย์หลักแต่ละคีย์จะเริ่ม ต้นด้วย HKEY_ และคีย์หลักแต่ละคีย์จะประกอบด้วยคีย์ย่อยหลายๆคีย์
1. HKEY_CLASSES_ROOT
บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในวินโดวส์สำหรับ OLE รวมถึงรูปแบบไฟล์และคุณสมบัติต่างๆ
(ไอคอนที่แสดงในวินโดวส์ และคำสั่งต่างๆ เช่นการเปิดไฟล์ การพิมพ์ )
2. . HKEY_USERS
บรรจุข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน ประกอบด้วยข้อกำหนดดีฟอลท์ สำหรับ Desktop, StartMenu, แอพพลิเคชั่นต่างๆ และส่วนประกอบอื่นๆ เมื่อผู้ใช้ล็อกออนเข้าระบบข้อกำหนดดีฟอลท์จะถูกขัดลอกไปยังคีย์ย่อยอีกคีย์หนึ่งที่ระบุถึงผู้ใช้ จากนั้นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆต่อข้อกำหนดเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ในคีย์ย่อยคีย์นี้
3. . HKEY_CURRENT_USERS
คือข้อมูลผู้ใช้ที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก HKEY_USERS ระหว่างล็อกออน ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดใน HKEY_CURRENT_USERSก็คือข้อมูลอีกชุดหนึ่งของคีย์ย่อย HKEY_USERS นั่นเอง
4. . HKEY_LOCAL_MACHINE ประกอบด้วยข้อมูลของเครื่อง เช่น ไดร์เวอร์, ฮาร์ดแวร์, พอร์ต และพาลามิเตอร์ของซอฟต์แวร์ ข้อมูลเหล่านี้มีผล กระทบกับผู้ใช้ทุกคน ที่ล็อกออนเข้าระบบ
5. . HKEY_CURRENT_CONFIG ประกอบด้วยข้อมุลจำพวก Plug & Play และรายละเอียดฮาร์ดแวร์ปัจจุบันของระบบในกรณีที่มีฮาร์ดแวร์หลาย แบบในเครื่องเดียวกัน ข้อมูลในคีย์นี้จะตรงกับข้อมูลในคีย์ HKEY_LOCAL_MACHINE\Config
6. . HKEY_DYN_DATA ประกอบด้วยข้อมูลล่าสุดของอุปกรณ์ต่างๆทำให้สามารถ ใช้ข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบปัญหาด้าน
ฮาร์ดแวร์, สถานะของอุปกรณ์ แต่ละตัว หรือเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ต่างๆ โดย Device Manager ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อ แสดงรายละเอียดฮาร์ดแวร์ล่าสุด โดยทั่วไป ระบบทำหน้าที่อ่านและแก้ไขข้อมูลทั้งหมดในคีย์หลักนี้ อย่างไร ก็ตามผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางอย่างได้ด้วยตัวเอง ซึ่งข้อมูล ส่วนใหญ่ จะยังคงอยู่ในความควบคุมของระบบเท่านั้น Registry ของ Windows 98/Me มี HKEY_..ตามข้างต้น..แต่Registry ของ Windows XP จะมี HKEY_เพียง 5 กลุ่ม คือ
1. . HKEY_CLASSES_ROOT บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในวินโดวส์สำหรับ OLE รวมถึงรูปแบบไฟล์และคุณสมบัติต่างๆ (ไอคอนที่แสดงในวินโดวส์ และคำสั่งต่างๆ เช่นการเปิดไฟล์ การพิมพ์ )
2. . HKEY_USERS บรรจุข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน ประกอบด้วยข้อกำหนด ดีฟอลท์ สำหรับ Desktop, StartMenu, แอพพลิเคชั่นต่างๆ และส่วนประกอบ อื่นๆ เมื่อผู้ใช้ล็อกออนเข้าระบบข้อกำหนดดีฟอลท์จะถูกขัดลอกไปยังคีย์ย่อย อีกคีย์หนึ่งที่ระบุถึงผู้ใช้ จากนั้นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆต่อข้อกำหนดเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ในคีย์ย่อยคีย์นี้
3. . HKEY_CURRENT_USERS คือข้อมูลผู้ใช้ที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก HKEY_USERS ระหว่างล็อกออน ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดใน HKEY_CURRENT_USERSก็คือข้อมูลอีกชุดหนึ่งของคีย์ย่อย HKEY_USERS นั่นเอง
4. . HKEY_LOCAL_MACHINE ประกอบด้วยข้อมูลของเครื่อง เช่น ไดร์เวอร์, ฮาร์ดแวร์, พอร์ต และพาลามิเตอร์ของซอฟต์แวร์ ข้อมูลเหล่านี้มีผล กระทบกับผู้ใช้ทุกคน ที่ล็อกออนเข้าระบบ
5. . HKEY_CURRENT_CONFIG ประกอบด้วยข้อมุลจำพวก Plug & Play และรายละเอียดฮาร์ดแวร์ปัจจุบันของระบบในกรณีที่มีฮาร์ดแวร์หลาย แบบในเครื่องเดียวกัน ข้อมูลในคีย์นี้จะตรงกับข้อมูลในคีย์ HKEY_LOCAL_MACHINE\Config
การใช้
Registry Editor Registry Editor คือ เครื่องมือที่ใช้แสดงผลและแก้ไขข้อมูลรีจิสทรี โดยหลังจากติดตั้งวินโดวส์แล้วเราจะไม่พบ Registry Editor ในสตาร์ท เมนู แต่โปรแกรม setup จะก็อปไฟล์REGEDIT.EXE ไว้ในโฟลเดอร์วินโดวส์ ที่เป็นเช่นนี้เพื่อป้องกันผู้ใช้มือใหม่ที่ยังไม่มีความชำนาญเพียงพอ เข้าไปแก้ไขรีจิสทรีซึ่งอาจทำให้ระบบเสียหาย การเรียกใช้ Registry Editor ได้โดยไปที่เมนู RUN แล้วพิมพ์ regedit แล้วกด OK Registry Editor จัดการข้อมูลเป็น 3 แบบ String ข้อมูลแบบข้อความจะถูกเก็บไว้เป็นตัวอักษร ค่าของข้อมูลแบบนี้จะอยู่ใน เครื่องหมายคำพูด สำหรับสตริงว่างเปล่าจะแสดงเป็น "" Brinary ข้อมูลแบบเลขฐาน สองแสดงในลักษณะข้อมูลเลขฐานสิบหก โดยใช้เลข 0 ถึง 9 และตัวอักษร a ถึง f ถ้าไม่มีข้อมูลจะแสดงเป็นข้อความ (zero-length binary value) DWORD ข้อมูลเลขฐานสองแบบพิเศษ ซึ่งแสดงค่าออกมาเป็นเลขฐานสิบหก และฐานสิบในรูปแบบ 0x00000000(0) โดยค่าแรกเป็นเลขฐานสิบหก (0x00000000) และค่าในวงเล็บ (0) เป็นเลขฐานสิบ
การแก้ไขค่าใน Registry Editor เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ เราต้องเลือกคีย์ที่ต้องการเพื่อแสดงค่าของคีย์นั้นในช่องทางขวาแล้วเริ่มแก้ไขโดยวิธีใดวิธีหนิ่งดังต่อไปนี้ ดับเบิลคลิกที่ชื่อข้อมูลคลิกที่ชื่อข้อมูล และใช้คำสั่ง Modify ในเมนู Edit คลิกขวาที่ชื่อข้อมูลแล้วเลือกคำสั่ง Modifyจากนั้น Rgistry Editor จะเปิดไดอะล็อคบ็อกซ์ที่แสดงชื่อและค่าของข้อมูล ข้อมูลที่ปรากฎ จะขึ้นอยู่กับแบบข้อมุลที่กำลังแก้ไขอยู่
การแก้ไขค่า String เมื่อเราต้องการเปลี่ยนค่าใหม่ให้พิมพ์เข้าไปที่ช่อง Value data แล้วคลิก OK ค่าใหม่จะถูกเก็บเข้าไปในรีจิสทรีทันที แม้ว่าเราจะเห็นข้อความในคีย์ แสดงอยู่ใน เครื่องหมายคำพูด แต่เวลาระบุข้อมูลใหม่เข้าไปไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายคำพูดนี้ เพราะเครื่องหมายนี้ Registry Editor ใช้เพื่อแสดงว่าเป็นข้อมูลแบบข้อความ
การแก้ไขค่า BrinaryRegistry Editor จะเปิด Edit Binary Value ดังแสดงในรูป ช่อง Value data แสดงข้อมูลในรูปเลขฐานสิบหก โดยเลขสี่ตัวแรกทางด้านขวาระบุถึง ตำแหน่งข้อมูล และถัดมาเป็นตัวข้อมูล ซึ่งแสดงเป็นชุดข้อมูลแบบไบท์ (เลขฐานสิบหก) เมื่อต้องการแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ให้เลื่อกข้อมูลที่ต้อง การแล้วระบุค่าใหม่ลงไปจากนั้นคลิก OK
การแก้ไขค่า DWORD เมื่อเราเลือกแก้ไขค่า DWORD โปรแกรม Registry Editor จะเปิด Edit DWORD Value ดังในรูป จากนั้น เราสามารถปรับเลี่ยนค่าหรือ ระบุค่าเป็นเลขฐานสิบหกหรือฐานสิบตามออปชั่น Base คือ เลือก Hexadecimal เพื่อระบุค่าเลขฐานสิบหก เลือก Decimal เพื่อระบุค่าเลขฐานสิบ เสร็จเรียบร้อย คลิก OK
การเพิ่มคีย์ใหม่ใน Registry Editor ถ้าหากต้องการเพิ่มค่าใหม่เข้าไปจะต้องระบุชื่อข้อมูลและค่าของมันด้วย เมื่อต้องการแทรกข้อมูลใหม่เข้าไปใน รีจิสทรีทำดังต่อไปนี้ คลิกขวาที่คีย์ที่ต้องการ หรือคลิกขวาในช่องด้านขวาเพื่อแสดงเมนู เลือก NEW แล้วเลือกคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งต่อไปนี้ Key, String Value, Binary Value หรือ DWORD Valueถ้าเลือกคำสั่ง Key โปรแกรม Registry Editor จะเพิ่มคีย์ย่อยชื่อ New Key ในช่องด้านซ้าย แต่ถ้าเลือก Key, String Value, Binary Value หรือ DWORD Value จะสร้างข้อมูลใหม่ชื่อ New Value ในช่องด้านขวา จากนั้นให้เปลี่ยนชื่อตามต้องการ
การลบข้อมูลใน Registry Editor เราสามารถใช้ Registry Editor เพื่อลบคีย์ และค่าต่างๆ ได้เมื่อต้องการลบทำดังต่อไปนี้ลบทั้งคีย์ ให้คลิกขวาที่คีย์ในช่องด้าน ซ้าย แล้วเลือก Delete ลบค่าต่างๆที่อยู่ในคีย์ ให้คลิกขวาที่ค่านั้นๆใน ช่องด้านขวา แล้วเลือก Deleteข้อควรระวังคือ ใน Registry Editor ไม่มีฟังก์ชั่น Undo เราจึงไม่สามารถเรียกคืนข้อมูล กลับมาได้ ถ้าหากเผลอลบข้อมูลออกไป
"He who is good at excuses is seldom good at anything else."คนชอบแก้ตัวมักไม่ได้เรื่องสักอย่าง
"He who knows does not speak. He who speaks does not know." ผู้รู้มักไม่พูด ผู้พูดมากมักรู้ไม่จริง
คงเคยได้ยินคําว่า..Hack.Computer มากันบ้างแล้ว..ๆ :ไม่ได้พาท่าน ไปHack เครื่องใครหรอกครับ...เอาเครื่องเราเองนี้แหละ แล้วมันทําอย่างไร ? เครื่องเราจะเจ็งไหม ? ยากไหม ?อันตรายขนาดไหนกับการแก้ไข Hack เครื่องตัวเอง? :-X ..นั้นเป็นคําถามที่ก่อนที่ท่านจะอ่านบทความบทนี้จะพาท่านไปรีด.... นา ทาเร้น..พลังประสิทธิภาพ ของคอมพิวเตอร์ของ ท่านออกมาให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านเสียไป..:-\..แต่..ปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการ อธิบายแบบ New Hand (มือใหม่) อย่างเรา..เรา..ท่าน ๆ ทําตามได้ครับ..ภาษาไทยด้วยครับ ;) ปรับแต่ง..แก้ไข..เจาะลึก..พาคุณเข้าไปในก้นบึ้ง ของ Windows XP ด้วย.. registry , msconfig , services.msc, Gpedit.mscทำความรู้จักกับรีจีสทรีรีจิสทรี (Registry ) เป็นฐานข้อมูลส่วนกลางในวินโดวส์ที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมและดูแลรักษาข้อมูลที่สำคัญของ ระบบไว้ รีจิสทรีจึง เป็นส่วนประกอบที่น่าสนใจและสำคัญที่สุดของวินโดวส์ โดยรีจิสทรีถือ กำเนิดมาจากแนวความคิดในการจัดเก็บไฟล์ INI ของวินโวส์ 3.1 ซึ่งไฟล์ INI ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง และ OLE เริ่มมีความซับซ้อน มากขึ้น Microsoft จึงได้สร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อไว้เก็บข้อมูล ที่จำเป็นสำหรับ OLE ในวินโดวส์ 3.1 คือใช้ไฟล์ REG และใช้โปรแกรม Registration Editer ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารัจิสทรีได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่่ วินโดวส์ 3.1 และได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจุบันคีย์หลักทั้ง 6 คีย์ รีจิสทรีของวินโดวส์ประกอบด้วยคีย์หลัก 6 คีย์ แต่ละคีย์ทำหน้าที่เก็บข้อมูล แตกต่างกันคือ ข้อมูลของผู้ใช้ ข้อมูล ของเครื่อง ชื่อคีย์หลักแต่ละคีย์จะเริ่ม ต้นด้วย HKEY_ และคีย์หลักแต่ละคีย์จะประกอบด้วยคีย์ย่อยหลายๆคีย์
1. HKEY_CLASSES_ROOT
บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในวินโดวส์สำหรับ OLE รวมถึงรูปแบบไฟล์และคุณสมบัติต่างๆ
(ไอคอนที่แสดงในวินโดวส์ และคำสั่งต่างๆ เช่นการเปิดไฟล์ การพิมพ์ )
2. . HKEY_USERS
บรรจุข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน ประกอบด้วยข้อกำหนดดีฟอลท์ สำหรับ Desktop, StartMenu, แอพพลิเคชั่นต่างๆ และส่วนประกอบอื่นๆ เมื่อผู้ใช้ล็อกออนเข้าระบบข้อกำหนดดีฟอลท์จะถูกขัดลอกไปยังคีย์ย่อยอีกคีย์หนึ่งที่ระบุถึงผู้ใช้ จากนั้นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆต่อข้อกำหนดเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ในคีย์ย่อยคีย์นี้
3. . HKEY_CURRENT_USERS
คือข้อมูลผู้ใช้ที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก HKEY_USERS ระหว่างล็อกออน ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดใน HKEY_CURRENT_USERSก็คือข้อมูลอีกชุดหนึ่งของคีย์ย่อย HKEY_USERS นั่นเอง
4. . HKEY_LOCAL_MACHINE ประกอบด้วยข้อมูลของเครื่อง เช่น ไดร์เวอร์, ฮาร์ดแวร์, พอร์ต และพาลามิเตอร์ของซอฟต์แวร์ ข้อมูลเหล่านี้มีผล กระทบกับผู้ใช้ทุกคน ที่ล็อกออนเข้าระบบ
5. . HKEY_CURRENT_CONFIG ประกอบด้วยข้อมุลจำพวก Plug & Play และรายละเอียดฮาร์ดแวร์ปัจจุบันของระบบในกรณีที่มีฮาร์ดแวร์หลาย แบบในเครื่องเดียวกัน ข้อมูลในคีย์นี้จะตรงกับข้อมูลในคีย์ HKEY_LOCAL_MACHINE\Config
6. . HKEY_DYN_DATA ประกอบด้วยข้อมูลล่าสุดของอุปกรณ์ต่างๆทำให้สามารถ ใช้ข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบปัญหาด้าน
ฮาร์ดแวร์, สถานะของอุปกรณ์ แต่ละตัว หรือเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ต่างๆ โดย Device Manager ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อ แสดงรายละเอียดฮาร์ดแวร์ล่าสุด โดยทั่วไป ระบบทำหน้าที่อ่านและแก้ไขข้อมูลทั้งหมดในคีย์หลักนี้ อย่างไร ก็ตามผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางอย่างได้ด้วยตัวเอง ซึ่งข้อมูล ส่วนใหญ่ จะยังคงอยู่ในความควบคุมของระบบเท่านั้น Registry ของ Windows 98/Me มี HKEY_..ตามข้างต้น..แต่Registry ของ Windows XP จะมี HKEY_เพียง 5 กลุ่ม คือ
1. . HKEY_CLASSES_ROOT บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในวินโดวส์สำหรับ OLE รวมถึงรูปแบบไฟล์และคุณสมบัติต่างๆ (ไอคอนที่แสดงในวินโดวส์ และคำสั่งต่างๆ เช่นการเปิดไฟล์ การพิมพ์ )
2. . HKEY_USERS บรรจุข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน ประกอบด้วยข้อกำหนด ดีฟอลท์ สำหรับ Desktop, StartMenu, แอพพลิเคชั่นต่างๆ และส่วนประกอบ อื่นๆ เมื่อผู้ใช้ล็อกออนเข้าระบบข้อกำหนดดีฟอลท์จะถูกขัดลอกไปยังคีย์ย่อย อีกคีย์หนึ่งที่ระบุถึงผู้ใช้ จากนั้นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆต่อข้อกำหนดเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ในคีย์ย่อยคีย์นี้
3. . HKEY_CURRENT_USERS คือข้อมูลผู้ใช้ที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก HKEY_USERS ระหว่างล็อกออน ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดใน HKEY_CURRENT_USERSก็คือข้อมูลอีกชุดหนึ่งของคีย์ย่อย HKEY_USERS นั่นเอง
4. . HKEY_LOCAL_MACHINE ประกอบด้วยข้อมูลของเครื่อง เช่น ไดร์เวอร์, ฮาร์ดแวร์, พอร์ต และพาลามิเตอร์ของซอฟต์แวร์ ข้อมูลเหล่านี้มีผล กระทบกับผู้ใช้ทุกคน ที่ล็อกออนเข้าระบบ
5. . HKEY_CURRENT_CONFIG ประกอบด้วยข้อมุลจำพวก Plug & Play และรายละเอียดฮาร์ดแวร์ปัจจุบันของระบบในกรณีที่มีฮาร์ดแวร์หลาย แบบในเครื่องเดียวกัน ข้อมูลในคีย์นี้จะตรงกับข้อมูลในคีย์ HKEY_LOCAL_MACHINE\Config
การใช้
Registry Editor Registry Editor คือ เครื่องมือที่ใช้แสดงผลและแก้ไขข้อมูลรีจิสทรี โดยหลังจากติดตั้งวินโดวส์แล้วเราจะไม่พบ Registry Editor ในสตาร์ท เมนู แต่โปรแกรม setup จะก็อปไฟล์REGEDIT.EXE ไว้ในโฟลเดอร์วินโดวส์ ที่เป็นเช่นนี้เพื่อป้องกันผู้ใช้มือใหม่ที่ยังไม่มีความชำนาญเพียงพอ เข้าไปแก้ไขรีจิสทรีซึ่งอาจทำให้ระบบเสียหาย การเรียกใช้ Registry Editor ได้โดยไปที่เมนู RUN แล้วพิมพ์ regedit แล้วกด OK Registry Editor จัดการข้อมูลเป็น 3 แบบ String ข้อมูลแบบข้อความจะถูกเก็บไว้เป็นตัวอักษร ค่าของข้อมูลแบบนี้จะอยู่ใน เครื่องหมายคำพูด สำหรับสตริงว่างเปล่าจะแสดงเป็น "" Brinary ข้อมูลแบบเลขฐาน สองแสดงในลักษณะข้อมูลเลขฐานสิบหก โดยใช้เลข 0 ถึง 9 และตัวอักษร a ถึง f ถ้าไม่มีข้อมูลจะแสดงเป็นข้อความ (zero-length binary value) DWORD ข้อมูลเลขฐานสองแบบพิเศษ ซึ่งแสดงค่าออกมาเป็นเลขฐานสิบหก และฐานสิบในรูปแบบ 0x00000000(0) โดยค่าแรกเป็นเลขฐานสิบหก (0x00000000) และค่าในวงเล็บ (0) เป็นเลขฐานสิบ
การแก้ไขค่าใน Registry Editor เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ เราต้องเลือกคีย์ที่ต้องการเพื่อแสดงค่าของคีย์นั้นในช่องทางขวาแล้วเริ่มแก้ไขโดยวิธีใดวิธีหนิ่งดังต่อไปนี้ ดับเบิลคลิกที่ชื่อข้อมูลคลิกที่ชื่อข้อมูล และใช้คำสั่ง Modify ในเมนู Edit คลิกขวาที่ชื่อข้อมูลแล้วเลือกคำสั่ง Modifyจากนั้น Rgistry Editor จะเปิดไดอะล็อคบ็อกซ์ที่แสดงชื่อและค่าของข้อมูล ข้อมูลที่ปรากฎ จะขึ้นอยู่กับแบบข้อมุลที่กำลังแก้ไขอยู่
การแก้ไขค่า String เมื่อเราต้องการเปลี่ยนค่าใหม่ให้พิมพ์เข้าไปที่ช่อง Value data แล้วคลิก OK ค่าใหม่จะถูกเก็บเข้าไปในรีจิสทรีทันที แม้ว่าเราจะเห็นข้อความในคีย์ แสดงอยู่ใน เครื่องหมายคำพูด แต่เวลาระบุข้อมูลใหม่เข้าไปไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายคำพูดนี้ เพราะเครื่องหมายนี้ Registry Editor ใช้เพื่อแสดงว่าเป็นข้อมูลแบบข้อความ
การแก้ไขค่า BrinaryRegistry Editor จะเปิด Edit Binary Value ดังแสดงในรูป ช่อง Value data แสดงข้อมูลในรูปเลขฐานสิบหก โดยเลขสี่ตัวแรกทางด้านขวาระบุถึง ตำแหน่งข้อมูล และถัดมาเป็นตัวข้อมูล ซึ่งแสดงเป็นชุดข้อมูลแบบไบท์ (เลขฐานสิบหก) เมื่อต้องการแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ให้เลื่อกข้อมูลที่ต้อง การแล้วระบุค่าใหม่ลงไปจากนั้นคลิก OK
การแก้ไขค่า DWORD เมื่อเราเลือกแก้ไขค่า DWORD โปรแกรม Registry Editor จะเปิด Edit DWORD Value ดังในรูป จากนั้น เราสามารถปรับเลี่ยนค่าหรือ ระบุค่าเป็นเลขฐานสิบหกหรือฐานสิบตามออปชั่น Base คือ เลือก Hexadecimal เพื่อระบุค่าเลขฐานสิบหก เลือก Decimal เพื่อระบุค่าเลขฐานสิบ เสร็จเรียบร้อย คลิก OK
การเพิ่มคีย์ใหม่ใน Registry Editor ถ้าหากต้องการเพิ่มค่าใหม่เข้าไปจะต้องระบุชื่อข้อมูลและค่าของมันด้วย เมื่อต้องการแทรกข้อมูลใหม่เข้าไปใน รีจิสทรีทำดังต่อไปนี้ คลิกขวาที่คีย์ที่ต้องการ หรือคลิกขวาในช่องด้านขวาเพื่อแสดงเมนู เลือก NEW แล้วเลือกคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งต่อไปนี้ Key, String Value, Binary Value หรือ DWORD Valueถ้าเลือกคำสั่ง Key โปรแกรม Registry Editor จะเพิ่มคีย์ย่อยชื่อ New Key ในช่องด้านซ้าย แต่ถ้าเลือก Key, String Value, Binary Value หรือ DWORD Value จะสร้างข้อมูลใหม่ชื่อ New Value ในช่องด้านขวา จากนั้นให้เปลี่ยนชื่อตามต้องการ
การลบข้อมูลใน Registry Editor เราสามารถใช้ Registry Editor เพื่อลบคีย์ และค่าต่างๆ ได้เมื่อต้องการลบทำดังต่อไปนี้ลบทั้งคีย์ ให้คลิกขวาที่คีย์ในช่องด้าน ซ้าย แล้วเลือก Delete ลบค่าต่างๆที่อยู่ในคีย์ ให้คลิกขวาที่ค่านั้นๆใน ช่องด้านขวา แล้วเลือก Deleteข้อควรระวังคือ ใน Registry Editor ไม่มีฟังก์ชั่น Undo เราจึงไม่สามารถเรียกคืนข้อมูล กลับมาได้ ถ้าหากเผลอลบข้อมูลออกไป
"He who is good at excuses is seldom good at anything else."คนชอบแก้ตัวมักไม่ได้เรื่องสักอย่าง
"He who knows does not speak. He who speaks does not know." ผู้รู้มักไม่พูด ผู้พูดมากมักรู้ไม่จริง
วิธีง่ายๆในการกระตุ้นความจำ
วิธีง่ายๆ ในการกระตุ้นความจำ“สมอง”
“สมอง”ที่อาจจะไม่ค่อยมีที่ว่างพอ-เพียงให้อัดข้อมูลใหม่ลงไปได้สักเท่าไรนัก โชคร้ายตรงที่เราไม่มี “เอ็กซ์เทอร์-นัลฮาร์ดไดรฟ์” หรือหน่วยจัดเก็บข้อมูลภายนอกอย่างที่คอมพิวเตอร์มี อย่างไร ก็ตาม จากการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถจะกระตุ้นหรือปรับปรุงความทรงจำให้ดีขึ้นได้วิธีช่วยจำ อย่างหนึ่งก็คือ ถ้าหากไม่อยากจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปในวันนี้ ก็จงเข้านอนเสีย การได้นอนสักพัก ถ้าจะให้ดีอาจจะในราว 90 นาที จะเป็นการช่วยบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างวันขึ้นได้ ทีนี้เมื่อได้เข้านอนตอนกลางคืน สมองก็จะสร้างความทรงจำของเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้น แต่การใช้สมองอย่างหนักกับความทรงจำระยะยาว อาจทำให้ต้องผจญกับความทรงจำที่มีต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดหลายชิ้น พบว่าความทรงจำของแต่ละคนนั้น สามารถจะปรับปรุงหรือกระตุ้นให้ดีขึ้นได้ โดยอาศัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ การฟังดนตรี การปรับปรุงนิสัย และการคิดมองโลกอย่างเด็กๆ ก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อย
“สมอง”ที่อาจจะไม่ค่อยมีที่ว่างพอ-เพียงให้อัดข้อมูลใหม่ลงไปได้สักเท่าไรนัก โชคร้ายตรงที่เราไม่มี “เอ็กซ์เทอร์-นัลฮาร์ดไดรฟ์” หรือหน่วยจัดเก็บข้อมูลภายนอกอย่างที่คอมพิวเตอร์มี อย่างไร ก็ตาม จากการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถจะกระตุ้นหรือปรับปรุงความทรงจำให้ดีขึ้นได้วิธีช่วยจำ อย่างหนึ่งก็คือ ถ้าหากไม่อยากจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปในวันนี้ ก็จงเข้านอนเสีย การได้นอนสักพัก ถ้าจะให้ดีอาจจะในราว 90 นาที จะเป็นการช่วยบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างวันขึ้นได้ ทีนี้เมื่อได้เข้านอนตอนกลางคืน สมองก็จะสร้างความทรงจำของเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้น แต่การใช้สมองอย่างหนักกับความทรงจำระยะยาว อาจทำให้ต้องผจญกับความทรงจำที่มีต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดหลายชิ้น พบว่าความทรงจำของแต่ละคนนั้น สามารถจะปรับปรุงหรือกระตุ้นให้ดีขึ้นได้ โดยอาศัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ การฟังดนตรี การปรับปรุงนิสัย และการคิดมองโลกอย่างเด็กๆ ก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อย
ยกเลิกระบบซี
ยกเลิกระบบซี (C : Common Level)
เสี้ยวหนึ่งของการปฏิรูปราชการ (กวนน้ำให้ใส)วันก่อน "รัฐบาลขิงแก่" ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประกอบด้วยบุคลากรที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการ ระดับสูง หรือเรียกว่า "ขุนนางราชการ" เพิ่งจะมีมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติร่างกฎหมายที่จะมีผลเปลี่ยนแปลง รูปแบและวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ร่าง พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง และร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประเด็นที่ฮือฮากันก็คือ จะมีการยกเลิกระดับตำแหน่งที่เรียกว่า ซี ก่อนจะไปว่ากันถึงตรงนั้น ควรทราบเสียก่อนว่า การจัดระบบระเบียบข้าราชการพลเรือนนั้น มี พัฒนาการมาอย่างไร ระบบราชการไทย มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ หลังจากที่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงวางรากฐานระบบราชการ ให้มีความทันสมัย มีกฎหมายรองรับ โดยในปี พ.ศ. 2471 มีการจัดระบบระเบียบของข้าราชการที่ให้ยึดหลัก ความรู้ความสามารถ ความเสมอภาค และความเป็นกลางของข้าราชการ ต่อมา ในปี พ.ศ.2497 ได้นำ "ระบบชั้นยศ" มาใช้ ประกอบด้วย ชั้นจัตวา ตรี โท เอก ขึ้นไปจนชั้น พิเศษ โดยจะติด "ยศ" ไว้กับตัวข้าราชการและมอบหมายให้ทำหน้าที่ตามดำรงตำแหน่งนั้น ในภายหลัง ปี พ.ศ.2518 ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยนำ "ระบบจำแนกตำแหน่ง"(Position Classification System) มา ใช้ ภายใต้หลักการ "ใช้คนให้ตรงกับงาน" และ "งานเท่ากันเงินเท่ากัน" หรือ Put The Right Man On The Right Job และ Equal Pay For Equal Work แล้วจึงมีการจัดโครงสร้างของตำแหน่งตามระดับมาตรฐาน กลาง (Common Level) เป็น ๑๑ ระดับ ซึ่งนิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า " ซี " ซี 1 คือข้าราชการพลเรือนระดับต้น ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง ซี 11 คือข้าราชการระดับสูงสุด ระดับ ปลัดประทรวง เป็นต้น ดังนี้แล้ว หากจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในสมัยนี้ ก็น่าจะต้องทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ดีกว่าเดิม โดยควรจะมุ่งเน้นในด้านคุณธรรม คุณภาพของงาน ความรู้ความสามารถ โอกาสก้าวหน้าทางการ งาน การกระจายอำนาจ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการ อย่าลืมว่า การยกเลิกระบบซี เพื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดระบบ บริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนเท่านั้น และการจัดระบบบริหารงานข้าราชการ ก็เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปราชการเท่านั้น 1) การยกเลิกระบบ ซี ในครั้งนี้ เป็นเพียงการปรับปรุงระบบ ประเภทตำแหน่ง และค่าตอบแทนของ ข้าราชการ โดยจัดทำมาตรฐานกำหนดระดับตำแหน่ง แยกตามลักษณะของประเภทตำแหน่ง ซึ่งกำหนดไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ตำแหน่งประเภทบริหาร อำนวยการ วิชาการ และทั่วไป ซึ่งแต่ละประเภทจะมีระดับตำแหน่งที่ แยกออกจากกันอีกที กล่าวคือ ตำแหน่งประเภทบริหาร และประเภทอำนวยการ จะแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น และ ระดับสูง ตำแหน่งประเภทวิชาการ จะแบ่งย่อยเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับ ชำนาญการพิเศษ ระดับผู้เชี่ยวชาญ และระดับผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนตำแหน่งประเภททั่วไป จะแบ่งย่อยเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับ อาวุโส และระดับทักษะพิเศษ พูดง่ายๆ ว่า ยังคงมีระดับขั้นอยู่ แต่น้อยขั้นลงกว่าเดิม การกำหนดประเภทของตำแหน่งและระดับตำแหน่งแบบใหม่นี้ คาดหวังว่า จะส่งผลให้ ข้าราชการสามารถก้าวหน้าในระดับสูงขึ้นไปได้ง่ายในสายงานของตน โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนข้าม ประเภท ซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาคุณภาพข้าราชการในลักษณะที่ว่า ยิ่งทำ ยิ่งเก่ง และเมื่อเก่งแล้ว มี ตำแหน่งมารองรับในสายงานของตน ประเด็นนี้ จะเป็นจริงได้แค่ไหน หรือเป็นจริงแล้วจะเป็นผลดีหรือไม่ ก็ยังน่าถกเถียงกันอยู่ เพราะในขณะที่มีข้อดีตรงทำให้ข้าราชการได้พัฒนาความสามารถในประเภทงานของตน โดย ไม่ต้องเสียสมาธิ หรือวอกแวกไปกับงานประเภทอื่น ซึ่งย่อมจะเพิ่มความชำนาญในประเภทงานของ ตน เกิดการพัฒนาในทางวิชาชีพของตนยิ่งขึ้น เรียกว่า "รู้ลึก" ก็จริง ส่วนจะ "รู้รอบ" หรือไม่ และจะมีผลเสียอย่างไร ก็ต้องคิดกันดู 2) เรื่องค่าตอบแทนของข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดค่าตอบแทนตามบัญชีเงินเดือนเดียวกันทุก ประเภทกลุ่มงาน ตั้งแต่ ซี 1 - ซี 11 ทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นในการบริหารกำลังคน และยังเน้นคุณวุฒิ การศึกษาและความอาวุโส มากกว่าขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของข้าราชการ ปัญหานี้ ต้องนับว่าเป็นจุดอ่อนร้ายแรง ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพการ ทำงานของข้าราชการ ทำลายไฟในการทำงานของคนรุ่นใหม่ และยังนำไปสู่ภาวะสมองไหลออกจาก ระบบราชการ ในร่างกฎหมายใหม่ ได้กำหนดบัญชีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งไว้หลากหลาย แตกต่าง กันตามประเภทตำแหน่งและระดับ ซึ่งโดยรวมกล่าวได้ว่า ข้าราชการทั้งระบบ จะได้เงินเดือนสูงขึ้น น่าสังเกตว่า เงินเดือนในระดับสูงสุดของตำแหน่งงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่ง ประเภทบริหาร อำนวยการ วิชาการ และทั่วไป จะระดับเงินเดือนที่ไม่ต่างกันมากนัก คือ 63,920 บาท 57,470 บาท 61,860 บาท และ 57,470 บาท ตามลำดับ สะท้อนว่า ต้องการสร้างแรงจูงใจให้ข้าราชการสามารถเติบโตในประเภทตำแหน่งงานของ ตน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเภทตำแหน่งงาน
3) ในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีการกระจายอำนาจการบริหารบุคคล การสรรหา การบรรจุ และแต่งตั้ง ไปให้ปลัดกระทรวง และอธิบดี รับผิดชอบมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดช่องให้มีการสรรหาใน "ระบบเปิด"
เสี้ยวหนึ่งของการปฏิรูปราชการ (กวนน้ำให้ใส)วันก่อน "รัฐบาลขิงแก่" ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประกอบด้วยบุคลากรที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการ ระดับสูง หรือเรียกว่า "ขุนนางราชการ" เพิ่งจะมีมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติร่างกฎหมายที่จะมีผลเปลี่ยนแปลง รูปแบและวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ร่าง พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง และร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประเด็นที่ฮือฮากันก็คือ จะมีการยกเลิกระดับตำแหน่งที่เรียกว่า ซี ก่อนจะไปว่ากันถึงตรงนั้น ควรทราบเสียก่อนว่า การจัดระบบระเบียบข้าราชการพลเรือนนั้น มี พัฒนาการมาอย่างไร ระบบราชการไทย มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ หลังจากที่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงวางรากฐานระบบราชการ ให้มีความทันสมัย มีกฎหมายรองรับ โดยในปี พ.ศ. 2471 มีการจัดระบบระเบียบของข้าราชการที่ให้ยึดหลัก ความรู้ความสามารถ ความเสมอภาค และความเป็นกลางของข้าราชการ ต่อมา ในปี พ.ศ.2497 ได้นำ "ระบบชั้นยศ" มาใช้ ประกอบด้วย ชั้นจัตวา ตรี โท เอก ขึ้นไปจนชั้น พิเศษ โดยจะติด "ยศ" ไว้กับตัวข้าราชการและมอบหมายให้ทำหน้าที่ตามดำรงตำแหน่งนั้น ในภายหลัง ปี พ.ศ.2518 ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยนำ "ระบบจำแนกตำแหน่ง"(Position Classification System) มา ใช้ ภายใต้หลักการ "ใช้คนให้ตรงกับงาน" และ "งานเท่ากันเงินเท่ากัน" หรือ Put The Right Man On The Right Job และ Equal Pay For Equal Work แล้วจึงมีการจัดโครงสร้างของตำแหน่งตามระดับมาตรฐาน กลาง (Common Level) เป็น ๑๑ ระดับ ซึ่งนิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า " ซี " ซี 1 คือข้าราชการพลเรือนระดับต้น ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง ซี 11 คือข้าราชการระดับสูงสุด ระดับ ปลัดประทรวง เป็นต้น ดังนี้แล้ว หากจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในสมัยนี้ ก็น่าจะต้องทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ดีกว่าเดิม โดยควรจะมุ่งเน้นในด้านคุณธรรม คุณภาพของงาน ความรู้ความสามารถ โอกาสก้าวหน้าทางการ งาน การกระจายอำนาจ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการ อย่าลืมว่า การยกเลิกระบบซี เพื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดระบบ บริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนเท่านั้น และการจัดระบบบริหารงานข้าราชการ ก็เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปราชการเท่านั้น 1) การยกเลิกระบบ ซี ในครั้งนี้ เป็นเพียงการปรับปรุงระบบ ประเภทตำแหน่ง และค่าตอบแทนของ ข้าราชการ โดยจัดทำมาตรฐานกำหนดระดับตำแหน่ง แยกตามลักษณะของประเภทตำแหน่ง ซึ่งกำหนดไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ตำแหน่งประเภทบริหาร อำนวยการ วิชาการ และทั่วไป ซึ่งแต่ละประเภทจะมีระดับตำแหน่งที่ แยกออกจากกันอีกที กล่าวคือ ตำแหน่งประเภทบริหาร และประเภทอำนวยการ จะแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น และ ระดับสูง ตำแหน่งประเภทวิชาการ จะแบ่งย่อยเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับ ชำนาญการพิเศษ ระดับผู้เชี่ยวชาญ และระดับผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนตำแหน่งประเภททั่วไป จะแบ่งย่อยเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับ อาวุโส และระดับทักษะพิเศษ พูดง่ายๆ ว่า ยังคงมีระดับขั้นอยู่ แต่น้อยขั้นลงกว่าเดิม การกำหนดประเภทของตำแหน่งและระดับตำแหน่งแบบใหม่นี้ คาดหวังว่า จะส่งผลให้ ข้าราชการสามารถก้าวหน้าในระดับสูงขึ้นไปได้ง่ายในสายงานของตน โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนข้าม ประเภท ซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาคุณภาพข้าราชการในลักษณะที่ว่า ยิ่งทำ ยิ่งเก่ง และเมื่อเก่งแล้ว มี ตำแหน่งมารองรับในสายงานของตน ประเด็นนี้ จะเป็นจริงได้แค่ไหน หรือเป็นจริงแล้วจะเป็นผลดีหรือไม่ ก็ยังน่าถกเถียงกันอยู่ เพราะในขณะที่มีข้อดีตรงทำให้ข้าราชการได้พัฒนาความสามารถในประเภทงานของตน โดย ไม่ต้องเสียสมาธิ หรือวอกแวกไปกับงานประเภทอื่น ซึ่งย่อมจะเพิ่มความชำนาญในประเภทงานของ ตน เกิดการพัฒนาในทางวิชาชีพของตนยิ่งขึ้น เรียกว่า "รู้ลึก" ก็จริง ส่วนจะ "รู้รอบ" หรือไม่ และจะมีผลเสียอย่างไร ก็ต้องคิดกันดู 2) เรื่องค่าตอบแทนของข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดค่าตอบแทนตามบัญชีเงินเดือนเดียวกันทุก ประเภทกลุ่มงาน ตั้งแต่ ซี 1 - ซี 11 ทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นในการบริหารกำลังคน และยังเน้นคุณวุฒิ การศึกษาและความอาวุโส มากกว่าขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของข้าราชการ ปัญหานี้ ต้องนับว่าเป็นจุดอ่อนร้ายแรง ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพการ ทำงานของข้าราชการ ทำลายไฟในการทำงานของคนรุ่นใหม่ และยังนำไปสู่ภาวะสมองไหลออกจาก ระบบราชการ ในร่างกฎหมายใหม่ ได้กำหนดบัญชีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งไว้หลากหลาย แตกต่าง กันตามประเภทตำแหน่งและระดับ ซึ่งโดยรวมกล่าวได้ว่า ข้าราชการทั้งระบบ จะได้เงินเดือนสูงขึ้น น่าสังเกตว่า เงินเดือนในระดับสูงสุดของตำแหน่งงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่ง ประเภทบริหาร อำนวยการ วิชาการ และทั่วไป จะระดับเงินเดือนที่ไม่ต่างกันมากนัก คือ 63,920 บาท 57,470 บาท 61,860 บาท และ 57,470 บาท ตามลำดับ สะท้อนว่า ต้องการสร้างแรงจูงใจให้ข้าราชการสามารถเติบโตในประเภทตำแหน่งงานของ ตน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเภทตำแหน่งงาน
3) ในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีการกระจายอำนาจการบริหารบุคคล การสรรหา การบรรจุ และแต่งตั้ง ไปให้ปลัดกระทรวง และอธิบดี รับผิดชอบมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดช่องให้มีการสรรหาใน "ระบบเปิด"
จรรยาบรรณครู
จรรยาบรรณ ครู พ.ศ. 2539
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริม ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัย ที่ถูกต้องดีงาม ให้เกิดแก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ให้ศิษย์กระทำการใด ๆ อันเป็นการหา ผลประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทาง วิทยาการ เศรษฐกิจสังคม และ การเมืองอยู่เสมอ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์กรวิชาชีพครู
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริม ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัย ที่ถูกต้องดีงาม ให้เกิดแก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ให้ศิษย์กระทำการใด ๆ อันเป็นการหา ผลประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทาง วิทยาการ เศรษฐกิจสังคม และ การเมืองอยู่เสมอ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์กรวิชาชีพครู
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย
การเตรียมการสอน
การเตรียมการสอน
การเตรียมการสอน เป็นการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สอนก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอน เป็นการวางแผนและ เตรียมการล่วงหน้าเพื่อให้การเรียนของผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ โดยการกำหนดองค์ประกอบต่างๆ ของการสอน ได้แก่วัตถุประสงค์ วิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน และวิธีวัดผลประเมินผล แล้วนำไปเขียนแผนการสอน และนำไปปฏิบัติ คือการสอนต่อไป
ประโยชน์ของการเตรียมการสอน
1. เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน เพราะผู้สอนสามารถวิเคราะห์ข้อบกพร่องหรือปัญหาที่ผ่านมา แล้ว นำไปปรับปรุงการเรียนการสอนครั้งต่อไป
2. ช่วยให้ผู้สอนมีการเตรียมการ และมีความรอบคอบในการเลือกจุดมุ่งหมายและกิจกรรมการเรียน
3. ช่วยให้การเตรียมการตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เหมาะสม
4. ช่วยให้ประสบการณ์การเรียนรู้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน
5. ช่วยให้ผู้สอนสามารถเตรียมการเลือกสื่อ กิจกรรมการสอน วิธีการประเมินผล ที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ ตรงจุดมุ่งหมายที่วางไว้
สิ่งที่ผู้สอนจะต้องรู้จักเกี่ยวกับการเรียนการสอน
1. หลักสูตร (Curriculum) หมายถึง ความรู้และประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นตามวัตถุประสงค์ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานของหลักสูตรจากทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดรายวิชาต่าง ๆ ให้ นักศึกษาได้รับตามจำนวนหน่วยกิต และปีสำหรับการศึกษาที่กำหนด
2. คำอธิบายรายวิชา (Course Description) คือ สาระที่กำหนดเป็นหลักของแต่ละรายวิชาในหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ส่วนใหญ่จะเขียนเพียงหลักสำคัญของวิชาเท่านั้น
3. เค้าโครงรายวิชา (Course Outline) หมายถึง การกำหนดโครงร่างของการสอนแต่ละรายวิชา
4. แผนการสอน (Lesson Plan) หมายถึง รายละเอียดของกิจกรรม วิธีการสอน เนื้อหาในแต่ละหน่วย หรือแต่ละชั่วโมงที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ เพื่อสอนในแต่ละชั่วโมง โดยอาจกำหนดเป็น
4.1 แผนการสอนรายสัปดาห์ คือการนำเนื้อหาที่กำหนดจากประมวลการสอนรายวิชามาแบ่งเป็น หัวข้อการสอนย่อย ๆ เพื่อที่จะสอนในแต่ละสัปดาห์
4.2 แผนการสอนรายครั้ง คือการนำเนื้อหาที่กำหนดมาแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่มีขอบเขตเนื้อหาที่พอเหมาะกับการสอนแต่ละครั้ง
การเตรียมการสอน เป็นการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สอนก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอน เป็นการวางแผนและ เตรียมการล่วงหน้าเพื่อให้การเรียนของผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ โดยการกำหนดองค์ประกอบต่างๆ ของการสอน ได้แก่วัตถุประสงค์ วิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน และวิธีวัดผลประเมินผล แล้วนำไปเขียนแผนการสอน และนำไปปฏิบัติ คือการสอนต่อไป
ประโยชน์ของการเตรียมการสอน
1. เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน เพราะผู้สอนสามารถวิเคราะห์ข้อบกพร่องหรือปัญหาที่ผ่านมา แล้ว นำไปปรับปรุงการเรียนการสอนครั้งต่อไป
2. ช่วยให้ผู้สอนมีการเตรียมการ และมีความรอบคอบในการเลือกจุดมุ่งหมายและกิจกรรมการเรียน
3. ช่วยให้การเตรียมการตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เหมาะสม
4. ช่วยให้ประสบการณ์การเรียนรู้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน
5. ช่วยให้ผู้สอนสามารถเตรียมการเลือกสื่อ กิจกรรมการสอน วิธีการประเมินผล ที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ ตรงจุดมุ่งหมายที่วางไว้
สิ่งที่ผู้สอนจะต้องรู้จักเกี่ยวกับการเรียนการสอน
1. หลักสูตร (Curriculum) หมายถึง ความรู้และประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นตามวัตถุประสงค์ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานของหลักสูตรจากทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดรายวิชาต่าง ๆ ให้ นักศึกษาได้รับตามจำนวนหน่วยกิต และปีสำหรับการศึกษาที่กำหนด
2. คำอธิบายรายวิชา (Course Description) คือ สาระที่กำหนดเป็นหลักของแต่ละรายวิชาในหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ส่วนใหญ่จะเขียนเพียงหลักสำคัญของวิชาเท่านั้น
3. เค้าโครงรายวิชา (Course Outline) หมายถึง การกำหนดโครงร่างของการสอนแต่ละรายวิชา
4. แผนการสอน (Lesson Plan) หมายถึง รายละเอียดของกิจกรรม วิธีการสอน เนื้อหาในแต่ละหน่วย หรือแต่ละชั่วโมงที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ เพื่อสอนในแต่ละชั่วโมง โดยอาจกำหนดเป็น
4.1 แผนการสอนรายสัปดาห์ คือการนำเนื้อหาที่กำหนดจากประมวลการสอนรายวิชามาแบ่งเป็น หัวข้อการสอนย่อย ๆ เพื่อที่จะสอนในแต่ละสัปดาห์
4.2 แผนการสอนรายครั้ง คือการนำเนื้อหาที่กำหนดมาแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่มีขอบเขตเนื้อหาที่พอเหมาะกับการสอนแต่ละครั้ง
วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ตำนาน “Ctrl+Alt+Delete”
รู้จักกับผู้สร้างตำนาน “Ctrl+Alt+Delete” อันโด่งดัง
คอนโทรล (Ctrl) ออลติเนต (Alt) และดีลีท (Delete) คือ
คำสั่งยอดฮิตสำหรับจัดการกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปรู้จักกันดี โดยทั้งสามปุ่มนี้จะต้องกดพร้อม ๆ กัน จากนั้นระบบจะทำการบูตเครื่องใหม่ ซึ่งทั้งสามปุ่มนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายมาตลอด 10 ปีที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์เรา “เดวิด บรัดเลย์ (David Bradley)” หนึ่งในพนักงานจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” เขาคือผู้คิดค้นโค้ดคำสั่งดังกล่าว โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ในการเขียนโค้ดคำสั่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาได้สร้างคำสั่งที่ตรงใจผู้ใช้และจำเป็นมากที่สุดคำสั่งหนึ่งเลยทีเดียว บรัดเลย์เข้าร่วมงานกับไอบีเอ็มเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่โบคา ราตัน รัฐฟลอริด้า จากนั้นในปี 1980 เขาคือทีมงาน 1 ใน 12 คนของไอบีเอ็มที่ปลุกปั้นคอมพิวเตอร์พีซีขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เขาย้ายมาทำในส่วนของการวิจัยและพัฒนาให้กับไอบีเอ็ม โดยในยุคเริ่มแรกของพีซีนั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกแบบให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงวิธีการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มันทำงานผิดพลาด หรือเกิดแฮงค์ขึ้นมานั่นเอง และโค้ดคำสั่ง Ctrl + Alt + Delete ก็คือหนึ่งในหลาย ๆ คำสั่งที่บรัดเลย์คิดขึ้นมาได้ ในตอนนั้นผมไม่ทราบหรอกว่ามันจะกลายเป็นคำสั่งสำคัญของคอมพิวเตอร์พีซีในอนาคต เพราะว่าผมก็ต้องคิดคำสั่งต่าง ๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก Ctrl+Alt+Delete แต่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุด” แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ชื่อเสียงที่โด่งดังของเขานั้น ขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของคนสร้างโปรแกรม ว่าจะสร้างพลาดมากน้อยเพียงไร โดยเขากล่าวว่า “ผมอาจจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่บิล เกตต์ คือคนที่ทำให้มันเป็นที่รู้จัก” ซึ่งการสรรเสริญของบรัดเลย์ต่อบิล เกตต์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ผู้สร้างซอฟต์แวร์ Microsoft’s Windows ชื่อดังถึงกับหัวเราะไม่ออกมาแล้ว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดพลาดในการทำงานของซอฟต์แวร์ของบิล เกตต์นั่นเอง ปัจจุบัน บรัดเลย์มีอายุ 55 ปี และได้ลาออกจากไอบีเอ็ม บริษัทที่เขาใช้เวลาร่วมด้วยนานเกือบทั้งชีวิต เป็นระยะทางทั้งสิ้น 28.5 ปีแล้ว จากนั้นรายงานระบุว่า เขาจะใช้เวลาหลังการเกษียณตัวเองในการสอนนักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า
คอนโทรล (Ctrl) ออลติเนต (Alt) และดีลีท (Delete) คือ
คำสั่งยอดฮิตสำหรับจัดการกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปรู้จักกันดี โดยทั้งสามปุ่มนี้จะต้องกดพร้อม ๆ กัน จากนั้นระบบจะทำการบูตเครื่องใหม่ ซึ่งทั้งสามปุ่มนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายมาตลอด 10 ปีที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์เรา “เดวิด บรัดเลย์ (David Bradley)” หนึ่งในพนักงานจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” เขาคือผู้คิดค้นโค้ดคำสั่งดังกล่าว โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ในการเขียนโค้ดคำสั่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาได้สร้างคำสั่งที่ตรงใจผู้ใช้และจำเป็นมากที่สุดคำสั่งหนึ่งเลยทีเดียว บรัดเลย์เข้าร่วมงานกับไอบีเอ็มเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่โบคา ราตัน รัฐฟลอริด้า จากนั้นในปี 1980 เขาคือทีมงาน 1 ใน 12 คนของไอบีเอ็มที่ปลุกปั้นคอมพิวเตอร์พีซีขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เขาย้ายมาทำในส่วนของการวิจัยและพัฒนาให้กับไอบีเอ็ม โดยในยุคเริ่มแรกของพีซีนั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกแบบให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงวิธีการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มันทำงานผิดพลาด หรือเกิดแฮงค์ขึ้นมานั่นเอง และโค้ดคำสั่ง Ctrl + Alt + Delete ก็คือหนึ่งในหลาย ๆ คำสั่งที่บรัดเลย์คิดขึ้นมาได้ ในตอนนั้นผมไม่ทราบหรอกว่ามันจะกลายเป็นคำสั่งสำคัญของคอมพิวเตอร์พีซีในอนาคต เพราะว่าผมก็ต้องคิดคำสั่งต่าง ๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก Ctrl+Alt+Delete แต่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุด” แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ชื่อเสียงที่โด่งดังของเขานั้น ขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของคนสร้างโปรแกรม ว่าจะสร้างพลาดมากน้อยเพียงไร โดยเขากล่าวว่า “ผมอาจจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่บิล เกตต์ คือคนที่ทำให้มันเป็นที่รู้จัก” ซึ่งการสรรเสริญของบรัดเลย์ต่อบิล เกตต์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ผู้สร้างซอฟต์แวร์ Microsoft’s Windows ชื่อดังถึงกับหัวเราะไม่ออกมาแล้ว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดพลาดในการทำงานของซอฟต์แวร์ของบิล เกตต์นั่นเอง ปัจจุบัน บรัดเลย์มีอายุ 55 ปี และได้ลาออกจากไอบีเอ็ม บริษัทที่เขาใช้เวลาร่วมด้วยนานเกือบทั้งชีวิต เป็นระยะทางทั้งสิ้น 28.5 ปีแล้ว จากนั้นรายงานระบุว่า เขาจะใช้เวลาหลังการเกษียณตัวเองในการสอนนักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)